็รีบลิ้มรสเหล้าขึ้นชื่อที่เสี่ยวเอ้ออวดอ้างว่าหมักไว้กว่าสิบปีบนเทือกเขามังกรทะยาน อ๋องเก้ากระดกจอกเป็นคนแรกแล้วกล่าวชื่นชมออกมา “สมแล้วที่เป็นเหล้าหมักบนเทือกเขา รสชาตินุ่มลิ้นยิ่ง”หงซือซือดื่มไปสองจอกติดกัน นางมาที่นี่บ่อยกว่าทุกคนในโต๊ะ ทั้งมาพร้อมบิดามารดาและบางครั้งนางก็มาพร้อมพี่ชาย “สุราที่นี่ขึ้นกับโอกาสนะ หากเจ้าโชคดีบางทีก็จะได้ดื่มสุราที่มาจากเทือกเขาซงซานแถวบ้านเกิดเจ้า” นางเอ่ยกับหานซู่ลี่“ดีจริง! เช่นนั้นข้าจะขอให้ท่านพี่พาข้ามาอีกคราวหน้า” พราชายาหันไปฉอเลาะสวามี เขายิ้มน้อยๆเพราะรู้ว่าคงไม่อาจขัดใจภรรยาได้“นี่ท่านจะตามใจนางจนเสียคนมิได้นะเพคะท่านอ๋อง”“สหายของผู้ใดก็อบรมกันเอาเถิด ข้าเห็นทีจะคัดค้านอันใดไม่สำเร็จ” หมิงหลีเหว่ยทำหน้าอ่อนอกอ่อนใจ เมื่อภรรยาหันมาแนบแก้มเข้าที่ต้นแขนเป็นเชิงประจบหมอกค่อยๆ สลายไปจนหมด พระจันทร์ที่ยังไม่เต็มดวงดีทอแสงสุกสกาวสะท้อนบนผืนน ้ามืดดำกว้างใหญ่ มองไกลๆ เห็นร่องรอยหยักของภูเขาที่อยู่ลิบตาโอบล้อมรอบด้าน“ไม่คิดว่าอ๋องเก้าจะสุนทรีย์ถึงขนาดพาพราชายามาดื่มถึงที่นี่” เสียงที่ดังขึ้นข้างหลังทำเอาท่านอ๋องหันขวับ น ้าเสียงเช่นนี้มีคนผู้เดียวเท่านั้น“พี่สาม ท่านมาได้อย่างไร?”ชายหนุ่มร่างสูงสง่า ดวงตาเฉี่ยว จมูกโด่งเป็นสันตรง เส้นกรามที่คางชัดเจน ในชุดที่หงซือซือเคยเห็นแขวนไว้ด้านหน้าร้านเสื้อในโรงเตี๊ยมที่นางเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครึ่งชั่วยามท