ห่างจากเมืองหนานอวิ๋นไปนับพันลี้ ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ อันเงียบสงัดกลางหุบเขาภายในบ้านไม้หลังหนึ่งมู่เหวินเซวียนเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน มือประคองถ้วยชาอุ่นขึ้นจิบแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ที่ยากจะอ่านความหมาย“ตัดใจทิ้งตระกูลที่สั่งสมรากฐานมาหลายร้อยปีได้อย่างเด็ดขาดขนาดนี้… ท่านผู้นำตระกูลหลิน ใจเด็ดจริง ๆ นะ”บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม บุรุษวัยกลางคนในชุดหรูหรานั่งหน้าเคร่งขรึม แววตาฉายแววอำมหิตและเย็นชาเขาคือผู้นำตระกูลหลิน ‘หลินเทียนต้ง’หลินเทียนต้งกดเสียงต่ำจนแทบจะเป็นเสียงคำราม “ในเมื่อเจ้ารู้ว่ามีคนดักซุ่มโจมตีตระกูลหลิน ทำไมถึงไม่แจ้งข้าล่วงหน้า!?”“จุ๊ ๆ อย่าเข้าใจผิดสิท่านผู้นำตระกูล ตัวข้าเองก็เพิ่งจะมารู้เรื่องเมื่อครู่นี้เอง”มู่เหวินเซวียนยักไหล่ด้วยท่าทีไม่ยี่หระ “ถ้าไม่ใช่เพราะสวีหมิงโผล่ไปอาละวาดเหนือคฤหาสน์ตระกูลท่าน ข้าก็คงไม่รู้หรอกว่ารอบตระกูลท่านมียอดฝีมือซ่อนตัวอยู่เยอะขนาดนั้น… ระดับหยวนอิงตั้งสามคนเชียวนะ!”“สามคน!?”หลินเทียนต้งหน้าเปลี่ยนสี รูม่านตาหดเกร็ง “เบื้องหลังสวีหมิง ทำไมถึงมียอดฝีมือระดับนั้นหนุนหลังอยู่ได้?”“เรื่องนี้… ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน”มู่เหวินเซ