ทางด้านของซูหลินที่บรรยากาศคุกรุ่นนั้น ได้นำรถม้าสองคันผ่านเข้าไปล้อมรอบจวนเฉินไว้อย่างรวดเร็ว
เหยียนหลิงจวินรู้อยู่แล้วว่าฉู่สวินหยางจะต้องนำเรื่องที่เขาปกปิดตัวตนของซูอี้มาเล่นงานเขา แต่กลับนึกไม่ถึงว่านางจะเติมฟืนโหมกองเพลิงจนใหญ่ถึงเพียงนี้
เขาไม่มีเวลาใส่ใจคนอย่างซูหลิน เพียงแต่ส่งสายตามองตามหลังสวินหยางด้วยความกังวล หลังจากที่นางเดินผ่านเขาไป ก็ไม่หันกลับมามองสักนิด เดินตรงดิ่งไปยังประตูวังโดยหันหลังให้เขาที่ยืนอยู่
ไม่นาน ฉู่ฉีเฟิงและฉู่ฉีฮุยก็ออกมาจากวังพร้อมกัน
ฉู่สวินหยางก้าวตามไปสองก้าว ก่อนจะกล่าวทักทาย
พักนี้เนื่องจากมีเรื่องของคนแซ่เหลย ฉู่ฉีฮุยจึงรู้สึกหดหู่อยู่บ้าง ทั้งท่าทีก็ยังดูอ่อนล้า เขาเพียงแค่พยักหน้ารับจากนั้นก็เดินนำหน้าไปหาขบวนรถ
ฉู่สวินหยางปรายสายตาไปยังภายในประตูวัง ถามด้วยความสงสัย “ท่านพ่อล่ะ? เหตุใดถึงไม่ได้ออกมาด้วยกัน?”
“ฝ่าบาทถูกลอบสังหารยังคงตกพระทัยอยู่ คืนนี้ท่านพ่อและท่านลุงทุกคนจึงอยู่เฝ้าในวัง” ฉู่ฉีเฟิงกล่าว ยกมือวางที่ไหล่ของนาง “ค่ำมืดปานนี้ พวกเราก็กลับกันก่อนเถอะ!”
“อื้อ!” ฉู่สวินหยางพยักหน้า ถึงแม้จะไม่ได้พูดอะไร สายตาของฉู่ฉีเฟิงที่มองผ่านนางไป ก็ยังคงรับรู้ถึงอาการแปลกๆ
ดวงตาของเขาดำดิ่งลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยอะไรออกมา เพียงแต่เอ่ยกับฉู่เยว่ซินและฉู่เยว่หนิงที่อยู่ด้านข้างว่า “ขึ้นรถกันเถอะ เดี๋ยวก็จะออกเดินทางแล้ว”
“เข้าใจแล