คอยเวลาที่กลุ่มของซูหลินจะเดินผ่านมา
ตอนที่ซูอี้ออกจากตระกูลนั้น ซูหว่านยังเป็นเพียงเด็กน้อย จึงแทบไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเขา จากที่ฉู่สวินหยางพูดมา รูปลักษณ์ของคนผู้นี้กับพี่ชายใหญ่ของเขาดูคล้ายกันจริงๆ นางถึงกับตกตะลึง มือชี้ไปที่ซูอี้อย่างคาดไม่ถึง “จะ…เจ้า เหตุใดถึง…”
เสียงของนางขาดหายไป ราวกับค้างอยู่กลางอากาศ ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่ใบหน้าของซูหลินมีน้ำแข็งค้างปกคลุมไว้ แววตาดุดันเย็นเยียบจ้องมองไปที่ชายหนุ่มแปลกหน้ารูปงามคนนั้น
เขากัดฟันอดกลั้นความโกรธสุดกำลัง และเพราะว่าอดกลั้นเอาไว้ กล้ามเนื้อกรามนั้นจึงกระตุกขึ้นเล็กน้อย
เมื่อซูอี้ยืนประจันหน้ากับเขา ใบหน้ายังคงเผยรอยยิ้มที่ส่องสว่างราวกับหยกเม็ดงาม ดั่งคลื่นน้ำที่เงียบสงบ เพียงแต่ดวงตานั้นกลับซ้อนทับด้วยความเยือกเย็น ดูยากที่จะรับมือ
ทางด้านของเหยียนหลิงจวินกลับไม่สนใจสองคนนั้น เอาแต่มองไปตามทางที่รถม้าของวังบูรพาเคลื่อนห่างไกลออกไป แววตาสั่นไหวเต็มไปด้วยความว้าวุ่น ลึกลงไปในตาคู่นั้น ราวกับว่ายังคิดอะไรอยู่
สักพัก เขาก็โบกมือเรียกอิ้งจื่อ ออกคำสั่งกับนางสองประโยค
อิ้งจื่อฟังด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองเขาด้วยความประหลาดใจ
เหยียนหลิงจวินปรากฏรอยยิ้มที่มุมปาก โบกมือสั่งอีกครั้ง “ไปเถอะ! ไม่ใช่ว่านางโกรธข้า แล้วนางจะไม่สนใจข้าสักหน่อย เช่นนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว!”
อิ้งจื่อเป็นองค์รักษ์ลับมือดีที่สุดของเขา ทุกครั้งท