ายที่แฝงตัวอยู่ในเงาของตนเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เห็นระดับ ‘กลั่นลมปราณ ขั้น 6’ แล้วเขาก็อดเดาะลิ้นไม่ได้
ตอนเพิ่งก้าวเท้าเข้ามาในระเบียง เขาตรวจสอบดูรอบหนึ่ง ตอนนั้นมันเพิ่งจะระดับกลั่นลมปราณขั้น 1 เองนะ ผ่านไปไม่ถึงห้านาที พุ่งทะยานมาถึงขั้น 6 แล้ว?
รวดเร็วปานวอกเช่นนี้ เผลอๆ ไม่กี่ชั่วโมงคงพุ่งทะลุระดับจินตานเป็นแน่แท้
จางอวิ๋นแบ่งสมาธิส่วนหนึ่งคอยเฝ้าระวังเจ้าสิ่งแปลกปลอมนี้ไว้ตลอดเวลา
แม้เนตรสวรรค์จะระบุว่าต้องรออีกสิบกว่าชั่วโมงกว่าจะโตเต็มที่ แต่กันไว้ดีกว่าแก้ เกิดมันนึกครึ้มอกครึ้มใจอยากจะเล่นทีเผลอขึ้นมา จะได้สวนกลับทันควัน
“ไอ้ความรู้สึกเหมือนโดนจ้องมองตลอดเวลานี่… คงมาจากเจ้าวิญญาณผีสิงนี่กระมัง”
จางอวิ๋นพึมพำในใจอย่างเย็นชา
เขาสููดลมหายใจเข้าลึกๆ เลิกสนใจมันชั่วคราว แล้วก้าวเท้าเดินตรงไปตามระเบียงทางเดินด้วยฝีเท้าที่มั่นคง
“หืม?”
เดินมาได้ไม่กี่นาที ก็มาถึงสุดทางของระเบียง เบื้องหน้าคือประตูบานหนึ่งที่เปิดอ้าอยู่ แต่ตรงช่องประตูมีม่านแสงสีขาวขุ่นกั้นขวางไว้ทำให้มองไม่เห็นทิวทัศน์ด้านนอก
ทว่าที่หน้าประตูนั้น มีศิลาจารึกแผ่นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ บนนั้นสลักข้อความด้วยอักษรโบราณทรง