“เกี้ยวหลังนั้น ยกมันกลับไปไว้ที่เดิมเดี๋ยวนี้!” เขาเอ่ยซ้ำอีกรอบ
แค่ไม่กี่คำ แต่ทำนองที่เปล่งออกมา…
ช้า ทั้งยังเฉื่อย เป็นน้ำเสียงของการออกคำสั่ง
แผ่นสีทองที่ปลายนิ้วสะท้อนแสงระยับภายใต้จันทรา พูดให้ถูกต้องกว่านั้นก็คือ…
มันเป็นการข่มขู่!
สายตาระวังภัยของซูหลินจ้องอยู่ที่ปลายนิ้วของเขา เอ่ยเสียงเข้มว่า “ถือสิทธิ์อะไร?”
คนผู้นั้นไม่ตอบ แต่ท่าทางชี้นิ้วกลับไม่เปลี่ยนหนี ภาพใบไม้แผ่นทองบางเฉียบที่แน่นิ่งอยู่ตรงปลายนิ้วให้ความรู้สึกแปลกตากับผู้คนเป็นที่สุด ใบไม้บางๆ ผนึกไอสังหารคลุ้งพร้อมจะเอาชีวิตของใครตอนไหนก็ได้ทั้งนั้น
ซูหลินในตอนนี้เดือดดาลหนัก ย่อมไม่มีอารมณ์มาหยุดพิรี้พิไรกับเขา แสยะยิ้มเย็นให้ทีหนึ่งแล้วโบกมือสั่งเป็นการตัดบทว่า “ไป! ไปจวนอ๋องหนานเหอ!”
ที่นี่คือเมืองหลวง และใต้ฝ่าเท้าของเขาก็คือประตูหน้าจวนซึ่งมีทหารคุ้มกันแน่นหนา ถ้าถูกคนทำให้ตกใจขวัญหนี ต่อไปเขาจะมีหน้าไปพบใครอีก?
องครักษ์รับคำสั่ง รีบร้องสั่งให้เคลื่อนขบวน
ฉับพลันก็เกิดเรื่องขึ้นทันที
ใต้แสงจันทร์กระจ่าง แสงสีทองอ่อนถูกส่งออกจากปลายนิ้วของบุรุษผู้นั้นราวกับสายฟ้า
เงาแสงวิ่งมาด้วยความเร็วสูงสุด เป้าหมายคือใบหน้าของซูหลิน
เพราะว่าระยะห่างของสองคนไกลกันมาก สิ่งที่เขาส่งออกมาก็เป็นเพียงใบไม้สีทองบางๆ แผ่นหนึ่ง ซูหลินเดิมไม่ได้ใส่ใจ เวลานี้เมื่อคิดจะหลบจึงไม่ทันการณ์เสียแล้ว
แสงทองนั้นวิ่งเร็วเหมือนดาวตก มันมาพร