ามืดในตอนนี้ไม่เพียงเกิดขึ้นในเมืองชางอู๋ แต่มันยังเกิดขึ้นทั่วทั้งเขตต้าซย่า จนเมื่อปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นนานเป็นระยะเวลาหนึ่ง หลายๆ คนจึงเพิ่งดูเวลา พวกเขาคิดว่าเป็นยามซวี[2] ไม่ใช่ยามเซิน [3] ทว่าเมื่อทุกคนดูเวลาแล้วกลับเป็นยามเซิน“นี่มันเพิ่งยามเซิน ทำไมฟ้ามืดแล้วเล่า” วั่วปู้เหลยรู้สึกไม่ชอบมาพากล “ถึงจะบอกว่านี่คือยามโหย่ว[4]ก็ช่างเถอะ ฤดูหนาวกลางคืนยาวกว่ากลางวัน ฟ้ามืดในยามโหย่วก็อาจเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่นี่เพิ่งยามเซินเองนะ!”“ใช่แล้ว มืดเร็วเช่นนี้ ต้องมีอะไรแปลกๆ แน่ ต้องระวังตัวกันแล้ว!” ปู่เย่าเหลียนมองไปรอบทิศอย่างระแวดระวัง เขารู้สึกไม่ปลอดภัยเลย “เกรงว่าเป็นฝีมือของสำนักชางอู๋”
“ไม่ใช่หรอกมั้ง!” วั่วปู้เหลยรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดว่าตนเองจะเกรงกลัวสำนักชางอู๋จนเสียวสันหลังเลย… ทว่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็กำลังบอกวั่วปู้เหลยและคนอื่นๆแล้วว่า สำนักชางอู๋ชั่วร้ายนัก! ดังนั้นสถานการณ์ในตอนนี้ก็ทำให้วั่วปู้เหลยอดพูดไม่ได้ว่า “เรารีบถอนทัพเถอะ!”“ไม่เหมาะสม” ปู่เย่าเหลียนกลับไม่เห็นด้วย “การถอนทัพด้วยความตื่นตระหนกเช่นนี้ เกรงว่าเราจะสูญเสียมากกว่าเดิม ข้ากำลังคิดว่าอากาศรอบทิศในบัดนี้ไม่เสถียร เกรงว่าเรามิอาจใช้ค่ายกลเคลื่อนเวหาได้”เมื่อสิ้นเสียงพูดของเขา หยางชีฮั่นก็เหาะเหินมาอย่างรวดเร็วเขารายงานขึ้นว่า “รายงานท่านผู้พิทักษ์ทั้งสอง