เด็กน้อยบางคนส่งเสียงร้องราวกับรู้สึกได้และยังมุดหัวออกจากอ้อมกอดของท่านแม่คนงามแล้วมองไปทางสำนักชางอู๋“เสี่ยวเป่า?” เยี่ยนอวี๋ก้มหัวอย่างประหลาดใจมองลูกน้อยที่กำลังหลับไหลและตื่นขึ้นกะทันหัน นึกว่าลูกน้อยสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้ายเสียอีกทว่าเห็นได้ชัดว่าเด็กน้อยบางคนมิได้ตื่นขึ้นเพราะฝันร้าย เพราะเขาในตอนนี้กำลังกะพริบตาคู่โตดำวาวดุจหินอัคนีอยู่ ช่างสว่างไสวเหลือเกินมองจนเยี่ยนอวี๋สับสนเล็กน้อย “เสี่ยวเป่าไม่อยากออกจากสำนักอย่างนั้นหรือ”คาดไม่ถึงว่าเยี่ยนเสี่ยวเป่าที่ได้ยินดังนั้นกลับมีท่าทางราวกับกำลังครุ่นคิดอยู่ ทว่ามืออันอ้วนอวบของเขายังคงกอดท่านแม่คนงามของเขาเอาไว้แน่น สุดท้ายก็นอนอย่าง ‘มีข้อแลกเปลี่ยน’ อยู่ในอ้อมกอดของท่านแม่คนงามเยี่ยนอวี๋จึงลูบศีรษะของลูกน้อยราวกับเข้าใจแล้ว จากนั้นก็หอมลูกน้อยและพูดปลอบว่า “ประเดี๋ยวเราค่อยกลับมากันแล้วนะ”“อ้ะ” เยี่ยนเสี่ยวเป่าขานตอบ จากนั้นก็หันกลับไปมองสำนักชางอู๋อย่างอดมิได้ ทั้งยังแสดงสีหน้าอาลัยอาวรณ์ออกมาอีกด้วย
ฉากนี้ทำให้อินหลิวเฟิงที่อารมณ์ไม่ดีอยู่อดมิได้ที่จะพูดขึ้น “เจ้าเด็กนี่ชอบสำนักชางอู๋เพียงนี้เชียว?”ทว่าพอเขาพูดขึ้น เยี่ยนเสี่ยวเป่าก็จ้องเขาเขม็งด้วยความกริ้วโกรธ จากนั้นก็หันกลับไปทิ้งไว้เพียงศีรษะโล้นด้านหลังให้กับอีกฝ่ายเป็นการบ่งบอกว่า ‘ข้ายังโกรธอยู่นะ!’“เอ่อ…” อินหลิวเฟิงไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเขาไปทำอะไรให้พ่อทูนหัวคนนี้ไม