ี่ยนซาซา นางจึ๊ปากไม่พอใจแล้วพูดว่า “ศิษย์พี่ซา ทักทายเช่นนี้ก็ไม่ถูก! คุณหนูใหญ่เยี่ยนเคยมียางอายเสียเมื่อไหร่กัน หากนางรู้จักอายจริงๆ จะทำเรื่องต ่าช้าอย่างท้องก่อนแต่งเช่นนี้ได้หรือ”“ใช่แล้ว! เยี่ยนจื่ออวี๋ไร้ยางอาย คนไร้ประโยชน์! เมื่อก่อนก็คอยพึ่งบารมีของเจ้าสำนักผู้เป็นบิดาของตน และใช้ชีวิตเสพสุข ได้กินได้ใช้ของชั้นดีในสำนัก! แต่กลับมิเคยทำตัวเป็นประโยชน์เพื่อสำนักเลยสักครั้ง” เฉินชิวอี๋ ผู้ติดตามคนสนิทของเยี่ยนซาซาก็เหิมเกริมไม่คิดอยู่เฉยเช่นกัน“ไม่ใช่เพียงมิเคยอุทิศตนเท่านั้น แต่เยี่ยนจื่ออวี๋ยังเป็นความอัปยศของสำนักชางอู๋ของเรา! พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าผู้คนข้างนอกกล่าวหาคนสำนักชางอู๋อย่างไร!”
“พวกเขาบอกว่าพวกเราเป็นหญิงงามเมืองไม่รักดี!” เหอหลินถิงศิษย์หญิงคนที่สองของสำนักฝ่ายนอกพูดด้วยความเดือดดาล ราวกับจะพ่นไฟออกมาจากดวงตาศิษย์หญิงคนอื่นก็เริ่มก่นด่ากันเสียงเซ็งแซ่ “ใช่! แม้แต่กู้จ่างสื่อยังไม่เอาสารเลวอย่างเจ้าขึ้นเตียงเขาเลย! ยังมีหน้ากลับมาอีกหรือ!เหตุใดจึงไม่ไปตายเสียเล่า!…”“หุบปาก!” สาวใช้ชุดดำที่ทนฟังต่อไปไม่ไหวก็ตะคอกด้วยเสียงดุดันเสียงของนางทำเอาทุกคนเงียบกริบ ต่างสัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นที่เสียดแทงเข้าไปในใจของพวกนาง“หากไม่อยากตายก็ไสหัวไปซะ!” สายตาสาวใช้ดุร้าย ราวกับมีดที่อาบเลือดสีแดงฉาน ทำให้ศิษย์สำนักฝ่ายนอกที่ถูกสายตาของนางสาดมอง พากันสะดุ้งโหยงและถอยกรูดอย่า