ถ้อยคำที่เจียงซื่อพ่นออกมาประดุจฝั่ามือที่ตบหน้าพระซื่อไห่จนแดงฉาน แม้แต่พระเสวียนฉือซึ่งเป็นพระสงฆ์วัยกลางคนยังต้องหันไปจ้องมองใบหน้าของเจียงซื่อ
เจียงซื่อไม่ได้ยี่หระสายตาเหล่านั้น แต่หันไปเผชิญหน้ากับผู้บัญชาการพลางเอ่ยว่า “พวกข้าเพิ่งมาที่วัดหลิงอู้วันนี้เองเจ้าค่ะ พระจือเค่อเป็นพยานได้ และจากสภาพบวมเปั่งของร่างศพที่ถูกนำขึ้นมาจากบ่อแล้วก็น่าจะถูกถ่วงน้ำเมื่อวานอย่างช้าที่สุด ดังนั้นที่พระอาจารย์ซื่อไห่กล่าวหาว่าพี่ชายของข้าฆ่าปิดปากพระอาจารย์ซื่อคงจึงมิอาจเป็นความจริง อีกอย่างศพนั้นพี่ชายก็มิใช่คนฆ่า แล้วเขาจะฆ่าคนเพื่อปิดปากได้อย่างไรกัน”“ถ้าเช่นนั้นเขาจะเข้าไปช่วยศิษย์น้องซื่อคงตักน้ำที่นั่นทำไมกัน การตายของศิษย์น้องซื่อคงต้องไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างแน่นอน!” ซื่อไห่พูดอย่างเดือดดาล
เจียงซื่อยิ้มเยาะ “คนเป็นสงฆ์มิได้ต้องมีจิตใจเมตตากรุณาหรอกรึเจ้าคะ พี่ชายของข้าจะแสดงความกระตือรือร้นโดยการเข้าไปช่วยพระอาจารย์ซื่อคงตักน้ำไม่ได้เลยหรือไร ว่ากันว่ามองมนุษย์ด้วยสายตาพระพุทธองค์จึงจะเรียกได้ว่าเป็นพระสงฆ์สาวก ไฉนท่านพระอาจารย์ซื่อไห่ถึงได้คาดเดาด้วยความมุ่งร้าย มิรู้ว่าบำเพ็ญเพียรตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์มาอย่างไร!”
“สีกานี่ช่างปากคอเราะรายเสียจริง!” ซื่อไห่โกรธจนหน้าเขียว
เจียงซื่อตอบโต้อย่างไม่เกรงใจ “ท่านพระอาจารย์เจตนาจะหาเรื่องเองนี่เจ้าคะ!”
“ไม่ทราบว่าเหล่าผู้แสวงบุญกลุ่มนี้เค