ม่มีเวลามากพอที่จะเข้ามาในพระราชวังเพื่ออยู่เป็นเพื่อนนาง ข้าละเลยในฐานะลูกสะใภ้จริง ๆ ”วังซวนกล่าวกับนาง“ไม่จำเป็นที่คุณหนูจะตำหนิตัวเอง ก่อนอื่นคุณหนูแตกต่างจากคุณหนูคนอื่น ๆ อยู่แล้ว นอกจากนี้คุณหนูยังมีสิ่งที่ต้องดูแลอีกมากมาย และภาระที่คุณหนูแบกรับนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นสามารถเปรียบเทียบได้ ยิ่งกว่านั้นพราชายาหยุนเป็นคนที่ชอบความเงียบ และไม่ชอบให้คนเข้าไปในพระราชวังบ่อย ๆ เพื่อรบกวนนางเจ้าค่ะ”“แต่จากสิ่งที่ผู้คนในตำหนักศศิเหมันต์บอกกับข้าพวกนางบอกให้ข้าไปเยี่ยมนางเมื่อข้ามีโอกาส” นํ้าเสียงของเฟิงหยูเองแฝง
การตำหนิตนเอง “ข้าสัญญากับพวกนางแล้ว แต่ทันทีที่ข้าออกจากพระราชวัง ทุกสิ่งต่าง ๆ ก็โผล่ขึ้นมา และข้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือผลักมันออกไปได้ แค่คิดว่ามันน่ารำคาญ”ในขณะที่ทั้งสองคุยกันพวกนางก็รีบเดินไปที่ตำหนักศศิเหมันต์เมื่อพวกเขาหันไปสู่เส้นทางเล็ก ๆ ไปยังตำหนักศศิเหมันต์พวกนางเห็นคนยืนและหันหน้าเข้าหาตำหนักศศิเหมันต์ ร่างนั้นเป็นของผู้หญิงคนหนึ่งและใส่เครื่องแบบของพระราชวัง ดูเหมือนว่าเป็นหนึ่งในนางสนมของฮ่องเต้เฟิงหยูเองเหล่ตาและมองไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวด้วยความสับสน“ทำไมนางถึงมาอยู่ที่นี่ ? ”