ยของหานชิงอวี่ เธอจึงลูบคางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยกับหานชิงอวี่ว่า “ตกลง ฉันจะลองไปสืบเรื่องนี้ดูให้ ถ้าได้เรื่องยังไงจะรีบบอกแล้วกัน”
หานชิงอวี่ปิดท้ายด้วยการพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย ก่อนจะหันไปพูดกับลั่วจือซินว่า “จริงสิ ขอบคุณสำหรับเรื่องที่ผ่านนะ”
ลั่วจือซินได้ยินคำขอบคุณจากหานชิงอวี่ ก็เผยรอยยิ้มสดใสออกมาทันที
เธอพูดติดตลกว่า “โอ้ ไม่นึกเลยว่าหมอหานจะมีมุมชมคนอื่นเป็นด้วย!”
หานชิงอวี่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง
พูดตามตรง ตั้งแต่หานชิงอวี่มาอยู่ที่โรงพยาบาลเมืองจิน ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้ฝึกฝนฝีมือตัวเองมากนัก แต่ในแง่ของอุปนิสัยและการแสดงออกทางอารมณ์เหมือนมนุษย์ทั่วไปนั้น เขารู้สึกว่าตัวเองก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น เขาจึงมองไปที่ลั่วจือซิน แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ ฉันเองก็ไม่คิดว่าหมอลั่วเป็นคนตรงไปตรงมาแบบนี้เหมือนกัน”
ตอนที่ลั่วจือซินอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ เธอแทบจะไม่ได้พูดคุยกับหานชิงอวี่เลย
พูดให้ถูกคือ เธอแทบจะไม่ได้พูดคุยกับใครเลย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะครอบครัว หรือเป็นเพราะนิสัยมาตั้งแต่เกิด ทำให้ลั่วจือซินดูเหมือนจะมีระยะห่างกับคนรอบข้างอยู่เสมอ เหมือนกับหานชิงอวี่ คนที่สามารถทำให้เธอเกิดความสนใจที่จะพูดคุยด้วยได้ คงจะมีแค่คนเดียว
หลังจากที่คุณหมอสาวได้ฟังคำพูดของหานชิงอวี่ เธอพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง