ายไม่ใช่คนใจแคบขนาดนั้น
ในสถานการณ์แบบนี้ แค่ปลอบใจสักสองประโยค ก็น่าจะดีขึ้นพอสมควรแล้ว
ตอนแรกเขาคิดว่าหลังหัวเฉียวได้ฟังคำปลอบใจของตัวเอง อารมณ์จะค่อย ๆ สงบลงไป แต่ดันกลายเป็นว่าเจ้าตัวยิ่งมีอารมณ์รุนแรงมากขึ้นไปอีก
“ไม่มีอะไรงั้นเหรอ?!”
“ถ้าเขาแค่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับฉัน ก็คงจะดีนั่นแหละ!”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันคงหัวเราะออกมาได้แม้กระทั่งตอนฝัน!”
“แต่ว่า ต่อมาไอ้เวรนี่มันก็ทำเรื่องเลวร้าย ฉันทนไม่ไหวจริง ๆ!”
เห็นท่าทางของหัวเฉียวที่สบถด่ากับตัวเอง หานชิงอวี่ก็เริ่มสงสัยขึ้นมาจริง ๆ แล้ว
ไอ้จินจื่อเฟิงนี่มันทำอะไรร้ายแรงถึงขนาดที่ทำให้หัวเฉียวโมโหได้ขนาดนี้กันนะ?
หลังจากที่ได้ยินคำถามจากหานชิงอวี่ หัวเฉียวก็เงียบไปนานมาก
จากความเข้าใจของหานชิงอวี่ที่มีต่อหัวเฉียว อีกฝ่ายเป็นคนที่เก็บเรื่องในใจไม่ค่อยอยู่
ขณะที่หานชิงอวี่กำลังจะยอมแพ้ที่จะถามคำถามนี้ หัวเฉียวก็กัดฟันพูดขึ้น
“ไอ้เวรนั่นทำให้ฉันโดนสวมเขา!”
“สวม… สวมเขา?”
ได้ยินประโยคนี้ หานชิงอวี่ชะงักไปชั่วขณะ
เหมือนไม่คิดเลยว่าหัวเฉียวจะพูดประโยคนี้ออกมา
เมื่อเห็นว่าหานชิงอวี่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ หัวเฉียวคิดว่าเขาไม่เข้าใจ จึงตะโกนพูดซ้ำอีกครั้ง
คราวนี้เขาเน้นน้ำเสียงหนักแน่นขึ้นว่า
“ไอ้ชั่วจินจื่อเฟิงนั่น มันแย่งแฟนฉันไป!”
ได้ยินประโยคนี้ ในที่สุดหานชิงอวี่ก็รู้ว่าทำไมหัวเฉียวถึงมีความแค้นต่อจินจื่อเฟิงมากขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม ในสมัยโ