แดงเลือดก็ปรากฏขึ้นมาบนท้องฟ้าราวกับว่ามีคนมากรีดผืนฟ้าให้เกิดรอยปริแตกรอยปริแตกสีแดงค่อยๆ ถูกฉีกออกมาอย่างช้าๆและแล้วร่างอันเพรียวบางก็ได้ก้าวเดินออกมาจากลำแสงสีแดงหญิงสาวทั้งสี่คนกำลังแบกบัลลังก์เดินออกมามีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ ความงามของเธอนั้นช่างน่าทึ่งมากคิ้วโก่ง ฟันขาว ริมฝีปากสีแดงสดความงดงามของเธอทำให้ศิษย์ชายของสำนักเฟิงสุ่ยจ้องมองอย่างไม่ละสายตาผู้หญิงคนนี้……….สวยมากแต่หากเธอไม่พาอสูรโลหิตสีแดงมาด้วย เธอก็จะยิ่งดูสวยมากกว่านี้ด้านหลังของเธอมีเหล่าศิษย์หญิงสำนักราชันย์ภูตติดตามมาด้วยบ้างก็เหยียบอยู่บนเมฆโลหิต บ้างก็เหยียบอยู่บนกระบี่อสูรโลหิต ทุกคนต่างบินออกมาจากคราบเลือดนั้นดูจากจำนวนคนแล้ว ช่างมากมายมหาศาลเหลือเกิน…………..“กุ่ยหมู่มาเยือนแล้ว พวกเจ้าจงถอยออกไปซะ!”หญิงสาวคนหนึ่งที่เหยียบเมฆโลหิต ยืนอยู่หน้าบัลลังก์สีแดงกล่าวออกมาด้วยความโหดเหี้ยม“บังอาจนัก!”ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ หนานกงเหอได้ก้าวเดินออกมาข้างหน้า แล้วตะโกนออกมาว่า “ที่นี่คือสำนักเฟิงสุ่ย ไม่ใช่ตำหนักราชันย์ภูตของพวกเจ้า กล้าดียังไงถึงได้ทะนงตัว ไม่เห็นใครอยู่ในสายตาเช่นนี้!”ผู้นำของทั้งสองสำนักต่างไม่มีใครเริ่มพูดอะไรออกมาก่อนราวกับว่า หากมีใครพูดออกมาก่อนในเวลานี้จะต้องกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ“หึๆ ทั่วทั้งใต้หล้า มีใครบ้างที่ไม่เกรงกลัวอำนาจบารมีของท่านกุ่ยหมู่แห่งสำนักราชันย์ภูต?”หญิงสา