สำนักไท่ยีอยู่บนภูเขาอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ไม่รู้ว่าสำนักนี้ก่อตั้งมาแล้วกี่ปี แต่ที่นี่มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอย่างมากหลังจากที่ฉินเฉาและหานหยู่เจ๋อเดินออกมาจากกระจก เขาก็รู้สึกประหลาดใจมากบนภูเขาที่สูงชันแห่งนี้เต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนและวิหารขนาดใหญ่อยู่ทั่วทุกที่“ที่นี่อยู่ในดินแดนมายา คนธรรมดาที่ขึ้นมาปีนเขาจึงมองไม่เห็นพวกเรา”หานหยู่เจ๋อกล่าวออกมาว่า “พวกเราฝึกตนอยู่บนภูเขาลูกนี้มานานนับหมื่นปี ตอนที่ข้าไปถึงเมืองไท่กู่ ข้าก็รู้สึกว่าตัวเองยังตามยุคสมัยไม่ทัน ราวกับว่าอยู่กันคนละโลก”การฝึกตนที่นานนับหมื่นปีจะรู้สึกยังไง?หากกล่าวตามความจริง ฉินเฉาไม่ชอบการนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรเลยแม้แต่น้อย เขาชอบยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเองไปวัน ๆ มากกว่ายกตัวอย่างเช่น นั่งอยู่หน้าประตูและชื่นชมสาว ๆ ในมหาวิทยาลัยหรือไม่ก็ไปดูหนังและเดินซื้อของกับผู้หญิงที่เขารักชีวิตแบบนี้ช่างเต็มไปด้วยสีสันหากใช้เวลาทั้งหมดไปกันการฝึกตนเพื่อเสาะหาชีวิตอันยืนยาวนั่งสมาธิและสวดมนต์ภาวนาทุกวันแบบนั้น มันจะไปมีความหมายอะไร?“บนยอดเขาที่สูงที่สุดคือวิหารส่องสวรรค์ของข้า ไปกันเถอะ คนในสำนักของข้ากำลังรอประมุขฉินอยู่ที่นั่น”“อืม”ฉินเฉาบินไปยังวิหารที่สูงที่สุดกับหานหยู่เจ๋ออย่างไม่มีความลังเลที่นี่มีบรรยากาศที่เรียบง่าย ไม่ได้ครึกครื้นและวุ่นวายอย่างในเมืองใหญ่นอกจากนี้ยังทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความสบายใจได้เช่นกันจู่ ๆ ฉิน