ยนแปลงไปมากมาย บนลานฝึกยุทธ์ ศิลาสุขาวดีที่เดิมทีสูงเพียงครึ่งตัวคน บัดนี้กลับสูงถึงสองจ้าง ผิวมีออร่าสีดำแผ่ออกมา น่าเกรงขาม
และนอกจากหอฝึกยุทธ์กับหอกลั่นยา ก็มีพระราชวังสามชั้นสีทองอร่ามปรากฏขึ้น
ชายคาปีกนกทั้งสี่มุมของพระราชวังดูราวกับจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ปากของหงส์เพลิงแต่ละตัวคาบกระดิ่งลมสีทองอันวิจิตร กระเบื้องเคลือบสีเหลืองทองเปล่งประกายสีทองอร่าม เมื่อประกอบกับหงส์เพลิงที่ดูราวกับจะโบยบิน ก็ยิ่งดูสูงส่งไม่ธรรมดา
บนสันหลังคาตรงกลางมีการแกะสลักสัตว์อสูรรักษาพระราชวังเป็นหงส์เพลิงที่กางปีกทั้งสองข้างเตรียมที่จะโบยบินเช่นกัน แต่หัวของหงส์เพลิงตัวนี้กลับมองลงมายังเบื้องล่าง มุมปากดูเหมือนจะเผยรอยยิ้มจาง ๆ แม้จะงดงาม แต่กลับแฝงไปด้วยอำนาจอันสูงส่งของผู้ครองแผ่นดิน
หลี่ลี่เดินผ่านหอฝึกยุทธ์ไป มองเห็นพระราชวังทั้งหลังได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
เสาสีแดงขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนฐานที่แกะสลักจากหยกขาว รองรับระเบียงทางเดินรอบนอกทั้งหมด ตรงกลางระเบียงทางเดินมีแผ่นป้ายสีทองอร่ามส่องประกายระยิบระยับ บนแผ่นป้ายมีตัวอักษรสีทองสามคำว่า “ตำหนักเย่เฟย” เขียนด้วยลายมือพู่กันที่ดูราวกับพญามังกรทะยานฟ้า
เมื่อยืนอยู่หน้าตำหนักเย่เฟยแห่งนี้ หลี่ลี่ก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดลึกลับอย่างไม่มีสาเหตุ
ประตูตำหนักเย่เฟยเปิดอยู่ ข้างในสว่างไสว แต่กลับราวกับมีหมอกสีชมพูอ่อน ๆ ปกคลุม ดูลึกลับ โบราณ และแฝงไปด้วยความข