ท่ามกลางราตรีมืดมิดไร้ขอบเขต หมู่ดาวเร้นกาย ณ ปลายขอบฟ้าทิศบูรพาที่ทุ่งหญ้าจรดแผ่นฟ้า เส้นสีครามเข้มสายหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิดไพศาล
หอสังเกตการณ์ค่ายทัพเยี่ยนเหมินทอดเงาเยียบเย็นใต้แสงจันทร์สลัว ทหารสวมเกราะหยัดกายตรงดุจต้นสน เชิดหน้าเป่าเขาสัตว์ เสียงแตรทุ้มหนักและอ้างว้างดังกึกก้อง ฉีกกระชากความเงียบงันแห่งราตรี
กระโจมสีขาวทั่วค่ายสว่างไสวด้วยแสงเพลิงทีละดวง เงาร่างขวักไขว่เลือนรางดุจภูตผีทว่าปราดเปรียวดั่งลูกศร เสียงเสียดสีของชุดเกราะและศาสตราดังกังวานทั่วหย่อมหญ้า ประดุจท่วงทำนองต่ำทุ้มที่ประสานกันก่อนศึกเลือด
ม่านกระโจมถูกเลิกขึ้น ท่ามกลางแสงไฟ ร่างสูงโปร่งหยัดหลังตรงดุจทวนยาวของจ้าวหนิงปรากฏกาย ทหารองครักษ์เบื้องหลังดึงสายรัดชุดเกราะเส้นสุดท้ายจนแน่นขนัด
นี่คือเกราะปราณสีดำสลับแดง
ตั้งแต่เกราะคอ เกราะไหล่ ไล่จรดสนับแข้งและเกราะหุ้มเท้า รวมไปถึงเกราะหน้าอก ชายโครง เป้า และกระโปรง ล้วนห่อหุ้มร่างกายแทบไร้ช่องโหว่ แม้แต่ท่อนแขนยังมีปลอกแขนเหล็กกล้าคุ้มกัน
เมื่อคาดรัดประคดเอว สวมหมวกเกราะปีกหงส์ ชุดเกราะและผู้สวมใส่พลันหลอมรวมเป็นหนึ่ง พู่แดงครึ่งฉื่อบนยอดหมวกสะบัดสอดรับกับ