หลังจากจ้าวเยว่ได้รับบัตรเชิญ เธอก็บ่นไม่หยุด “ไม่รู้จริงๆ ว่าชูยินคิดได้ยังไง อายุป่านนี้แล้ว ยังจัดงานหมั้นให้ลูกอีกเหรอ**?”**สือยวนกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ได้โต้ตอบอะไรพอเธอไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็พูดต่อไปว่า “ชูยินนี่ยิ่งนานวันยิ่งเลอะเลือน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามใจลูกสองคนนี้หมด คุณว่าอวิ๋นตั่วเพิ่งอายุเท่าไรเองคะ เพิ่งขึ้นปีสอง เธอก็จะจัดงานหมั้นแล้ว หรือตอนอยู่มหา‟ลัยเอาแต่มีแฟน ไม่ทำเรื่องอะไรอย่างอื่น?”“ก็ใช่น่ะสิคะ” สือเหยียนที่อยู้ข้างๆ ตอบ“เอาแต่มีแฟนอย่างเดียวเหรอ?”“ประมาณนั้นค่ะ”“ตอนแรกแม่บอกชูยินไว้ว่าให้เธอระวังหลิวอวี่เจ๋อหน่อย เขามีเจตนาอื่นกับอวิ๋นตั่ว แต่เธอก็ไม่เชื่อ แล้วตอนนี้เป็นไงล่ะ ความจริงชนะข้อโต้แย้งแล้วไม่ใช่หรือไง?” จ้าวเยว่พูด“อวี่เจ๋อกับอวิ๋นตั่วอยู่ด้วยกันก็ไม่มีอะไรไม่ดีนี่” สือยวนพูด“ความคิดคุณเปิดกว้างเกินไปแล้ว” จ้าวเยว่ตำหนิสามี “ไม่ลองคิดดูบ้างล่ะว่าเขาสองคนมีความสัมพันธ์อะไรกัน คนหนึ่งเป็นอาจารย์ คนหนึ่งเป็นนักเรียน คุณไม่คิดว่ามันแย่เหรอ?”“มีอะไรแย่ล่ะคุณ ผู้ชายยังไม่ได้แต่งงาน ผู้หญิงก็ยังไม่ได้แต่งงาน แถมทั้งคู่ก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว กฎหมายไม่ได้บอกด้วยว่าห้ามอาจารย์กับนักเรียนเป็นสามีภรรยากัน”“คุณทุ่มเทพูดแก้ต่างให้พวกเขาแบบนี้ หรือคุณก็อยากมีความรักแบบอาจารย์กับลูกศิษย์เหมือนกัน?” จ้าวเยว่ไม่พอใจมาก“คุณน่ะแปลกคน!” สือยวนด่าหนึ่งคำ แล้