ทั้งสี่คนยิ้มประจบบริกร “พี่สาวครับ ผ่อนผันให้หน่อยได้ไหม พวกเราไม่ได้พกเงินมาเยอะขนาดนั้น พี่ยึดของเอาไว้ที่นี่ อย่างช้าที่สุดวันพรุ่งนี้พวกเราจะนำเงินมาไถ่ ได้ไหมครับ**?”**บริกรไม่พอใจเป็นอย่างมาก คำพูดของเธอแฝงความหมายว่าเธอจะไม่ทนอีกต่อไป เธอบ่นออกมาชุดใหญ่ จับใจความได้ประมาณว่าอายุแค่นิดเดียวก็รู้จักออกมาต้มตุ๋น คุยโวไปถึงสวรรค์ ตัวแค่นี้ยังพูดจาเหลวไหล ไม่รู้โตไปจะกลายเป็นแบบไหน!พอเทียนอี้สรุปคำพูดของบริกรออกมา เขาก็รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก จึงตบโต๊ะแล้วตะโกนขึ้นมาว่า “ทำไมพี่ทำแบบนั้นล่ะครับ คิดว่าผมจะเบี้ยวกับอีเงินแค่นี้เหรอไง?”บริกรหัวเราะเยาะ “ถ้าเธอไม่เบี้ยว อย่างนั้นก็จ่ายเงินมาสิ!”เทียนอี้จึงบอกว่า “ผมบอกพี่แล้วไงว่าจะมัดจำของไว้ที่นี่ แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาไถ่คืน ทำไมไม่ได้ล่ะครับ” จากนั้นเขาก็ถอดสร้อยข้อมือหนังเส้นหนึ่งออกจากข้อมือ “สร้อยข้อมือเส้นนี้ ตอนผมซื้อมาราคาเก้าร้อยหยวน ใส่ไปไม่เกินสิบครั้ง เอาทิ้งไว้ให้พี่ที่นี่ ได้ไหมครับ?”บริกรแทบจะหลุดขำออกมา “น้องชาย ของแบบนี้ขายตามข้างทางอย่างมากก็เก้าหยวน เธอจะเติมศูนย์ข้างหลังสองตัวมาหลอกตาใครกัน?”เทียนอี้รู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นปัญญาชนกำลังเจอกับทหาร พอแล้ว
เขาจะไม่เปลืองคำพูดกับคนๆ นี้แล้ว “เจ้าของร้านอยู่ไหมครับ เรียกเจ้าของร้านมา!”“เจ้าของร้านไปเที่ยวต่างประเทศ” บริกรพูดเทียนอี้คิดไปคิดมา ถึงจะเรียกเจ้าของร้านมาก็ไม่