าออกมาแล้ว “ต้องยึดนาฬิกาของผมไว้ไหมครับ?”“จะยึดโทรศัพท์มือถือหนูไหมคะ?” เซียวเซียวพูดขณะที่พวกเขากำลังเจรจาเรื่องคํ้าประกันของกันอยู่ ผู้ชายใส่สูทกับรองเท้าหนังคนหนึ่งก็เดินออกมา พอเดินมาถึงข้างกายของเทียนอี้ ก็ยิ้มแล้วพูดกับผู้จัดการร้านว่า “เขาเป็นญาติของผมเอง เขาติดเงินอยู่เท่าไหร่ครับเดี๋ยวผมจ่ายให้ก็ได้”ผู้จัดการร้านย่อมรู้ว่าผู้ที่มามีฐานะแบบไหนสำหรับอี้ซิน เช่นนั้นจึงออกหน้ามาพูดขอร้องเอง รู้ว่าเทียนอี้มีภูมิหลังไม่ธรรมดา จึงรีบร้อนบอกว่า “ผู้จัดการเจี่ยง ดูคุณคุณพูดสิ เป็นครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น จะเกรงใจอะไรกันครับ เมื่อกี้เข้าใจผิดกันหมดเลย เข้าใจผิดกัน!”“ใครเป็นครอบครัวเดียวกับคุณครับ ใครเป็นครอบครัวเดียวกับคุณ! ”เทียนอี้ยังคงโวยวายไม่หยุดผู้จัดการเจี่ยงบอกใบ้ให้เทียนอี้หุบปาก จากนั้นจึงควักกระเป๋าเงินออกมาแล้วถามว่า “พวกเขาติดเงินอยู่เท่าไหร่ครับ?”“เด็กไม่กี่คนจะกินไปได้เท่าไรเชียว ช่างเถอะครับ! ” ผู้จัดการร้านออกตัวปฏิเสธ“พวกคุณทำธุรกิจ จะไม่รับเงินได้ยังไงครับ” ผู้จัดการเจี่ยงพูดทั้งสองฝ่ายต่างเกรงใจกัน สุดท้ายผู้จัดการร้านก็ให้ส่วนลดจำนวนมาก ผู้จัดการเจี่ยงจ่ายเงินในราคาส่วนลดเพื่อจบความขัดแย้งนี้