เทียนอี้ที่ไม่ได้โดนลงโทษนั้นเดินไปตามระเบียง อวิ๋นตั่วเร่งฝีเท้าเพียงไม่กี่ก้าวก็ตามเขาทันแล้ว เธอตบหลังเขาเบาๆ แล้วพูดว่า “เรามาทำความรู้จักกันอีกครั้งเถอะ ฉันชื่ออวิ๋นตั่ว อวิ๋นที่แปลว่าเมฆ พอรวมกับตั่วแปลว่าปุยเมฆ”เทียนอี้เปล่งเสียงออกมาตามไรฟัน “เด็ก!”“ยังโกรธอยู่อีกเหรอ ใจแคบจริงๆ เลย!” อวิ๋นตั่วว่าเทียนอี้ถาม “เธอเอาชื่อตัวเองห้อยไว้ที่ปากทั้งวัน พอเจอใครก็ต้องความรู้จักไปหมดงั้นสิ?”“แล้วพวกเราไม่ใช่เพื่อนร่วมชั้นกันหรือไงล่ะ” อวิ๋นตั่วถาม“อวิ๋นตั่ว ก็แค่สองพยางค์ ยังต้องแนะนำแบบละเอียดด้วยเหรอ กลัวคนอื่นไม่รู้จักเธอหรือไง?”“ฉันว่าแบบนี้มันก็เป็นทางการดีนี่!”“หึหึ!” เทียนอี้หัวเราะออกมาสองที “ช่างสำคัญตัวเองจริงๆ”“หึหึ!” อวิ๋นตั่วก็หัวเราะแห้งใส่เขาเช่นกัน “ช่างไม่สำคัญตัวเองเลย”พอเพื่อนๆ เห็นว่าอวิ๋นตั่วกับเทียนอี้เดินเคียงคู่กันมา ก็พากันประหลาดใจ พวกเขาไม่ได้ทะเลาะกันแล้ว ท่าทางก็ดูเหมือนเข้ากันได้ดีแล้ว ทุกคนจึงผิดหวังมากจื่อเถิงเป็นเด็กอ้วนคนหนึ่งที่ใส่แว่นตา ปกติเขาจะชอบเรื่องคึกคักรื่นเริงเป็นที่สุด แถมชอบเติมเชื้อไฟอีกด้วยพอเห็นบรรยากาศสงบสุขของอวิ๋นตั่วกับเทียนอี้ เขาก็ตะโกนถามขึ้นมาว่า “ดีกันแล้วเหรอ? อวิ๋นตั่ว เธอคิดจะก่อเรื่องอะไรน่ะ?”“ก่อเรื่องอะไรของนาย?”“ตอนที่เพิ่งจะออกไปหน้ายังซีดเผือดอยู่เลย แล้วดูพวกเธอตอนนี้สิ แล้วเมื่อกี้เรียกว่าอะไรกัน ไม่ใช่สงครามโลก แ