อวิ๋นตั่วหันกลับไปถามหยูเทียนอี้ “นายหัวเราะอะไร?”“แค่หัวเราะเฉยๆ ไม่ได้เหรอ ที่นี่ฉันไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะหัวเราะเลยหรือไง”อวิ๋นตั่วฟังนํ้าเสียงที่ไม่ค่อยได้ยินจากใครของอีกฝ่ายแล้วก็จ้องหน้าคนพูดเขม็ง ก่อนที่จะหันกลับไปกระซิบกับเซียวเซียวเสียงเบา “ตอนเด็กคงขาดแคลเซียม โตมาก็เลยขาดความรักแน่ๆ!”ทั้งสองหัวเราะเสียงเบากันอยู่สองคน คิดว่าไม่มีใครได้ยิน แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีเสียงตึงดังขึ้นจากนั้นก็มีกองหนังสือลอยมาจากทางด้านหลังกระแทกเข้าเต็มๆ ที่หัวของอวิ๋นตั่วทั้งห้องเรียนตกอยู่ในความเงียบ สายตาทุกคู่จับจ้องอยู่ที่ร่างของอวิ๋นตั่วกับเทียนอี้อวิ๋นตั่วทนรับกับอารมณ์แบบนี้ได้ที่ไหนกัน เธอตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน“บ้าไปแล้วหรือไง! ฉันไปทำอะไรให้นายกัน!”เทียนอี้ยิ้มเยาะ พลางเอ่ยว่า “คำพูดนี้ควรจะเป็นฉันพูดกับเธอมากกว่าหรือเปล่า นินทาคนอื่นลับหลัง ไม่กลัวโดนนินทาบ้างหรือไง!”“ฉันนินทาลับหลังอะไร?”“แล้วเมื่อกี้เธอพูดอะไร?”หัวใจของอวิ๋นตั่วเต้นสะดุดไปหนึ่งจังหวะ เธอเป็นฝ่ายผิดจริงๆ แต่เธอก็ยังปากแข็ง “ผู้ชายทำร้ายผู้หญิงแบบนี้ ไม่อายบ้างหรือไง?ขอโทษฉันเดี๋ยวนี้เลย!”แต่เทียนอี้ไม่ยอม “ไม่เห็นเคยได้ยินเลยว่าถ้าผู้หญิงลอบวางเพลิงฆ่าคนแล้วจะได้รับสิทธิ์งดเว้นโทษ ให้ฉันขอโทษ เธอไม่ลองถามคนอื่นดูล่ะว่าในพจนานุกรมของปู่หยูอย่างฉันมีคำว่าขอโทษหรือเปล่า”สองคำนี้ได้ผลชะงัด พูดอย่างนี้อวิ๋นตั่วก็เท่ากับเด็กกว่