วันรุ่งขึ้น พวกเขาทั้งหมดก็ไปส่งอวิ๋นเฉียวที่สนามบิน แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่จากกัน แต่ชูยินก็กอดลูกชายราวกับเป็นห่วงมากและทำใจที่จะจากกันไม่ได้พูดจาฝากฝังตลอดทาง อวิ๋นเฉียวเองก็รับปากแบบขอไปที เขาคิดว่าเขาไปต่างประเทศจนชินแล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องน่าเป็นห่วง พอชูยินเห็นเขาเป็นแบบนี้เธอก็ยิ่งกังวลเข้าไปใหญ่ “สิ่งที่แม่บอก ต้องจำใส่ใจเอาไว้เลยนะ”“ผมจำได้นะครับ”“ลูกชายเดินทางพันลี้ มารดาย่อมกังวลใจ เมื่อไหร่ลูกจะเข้าใจความทุกข์ของแม่สักทีนะ!”“ผมเข้าใจมาตลอดนั่นล่ะครับ”ทุกครั้งที่จากกัน อวิ๋นเฉียวมักจะแสร้งทำเป็นร่าเริง นั่นก็เพื่อแก้เผ็ดพ่อกับแม่ เพราะตอนแรกเขาไม่ได้เต็มใจที่จะไป การที่ต้องไปอยู่ต่างประเทศตัวคนเดียวมันน่าสนุกที่ไหนกันล่ะ? แต่พ่อกับแม่ก็ยืนกรานที่จะส่งเขาไปให้ได้ราวกับว่าในประเทศนี้ไม่มีที่สำหรับเขาแล้ว อวิ๋นเฉียวลากกระเป๋าเดินทางไปยังจุดเช็คอิน และไม่หันกลับมามองอีกเวลานี้ ชูยินมักจะอดนํ้าตาซึมไม่ได้ “เจ้าเด็กคนนี้ทำไมถึงใจแข็งอย่างนี้นะ”อวิ๋นอี้ฟานโอบไหล่ภรรยาไว้แล้วปลอบใจ “ลูกเราโตแล้วนะ ต้องปล่อยให้เขาโบยบินด้วยตัวเองบ้างสิ”ภาพวาดภาพแรกที่อวิ๋นตั่วได้รับจากพี่ชายก็คือ ภาพรั้วดอกไม้ที่ลานหลังบ้านของพวกเขา รั้วนั่นสูงหกเมตรกว่า ไม้ดอกนานาชนิดพวกนี้ นักจัดสวนกับชูยินเป็นผู้ออกแบบเอง ดอกไม้ทั้งสี่ฤดูสับเปลี่ยนกันปรากฏออกมาแบบนี้จะสามารถเห็นดอกไม้บานสะพรั่ง สีสันสดใสได้ตลอดท