พอหลิ่วเฉินจื่อนั่งลง ลานจัตุรัสที่มีเสียงดังจอแจก็แปรเปลี่ยนเป็นเงียบสงัดอย่างฉับพลัน นี่ก็คือสเน่ห์ของหลิ่วเฉินจื่อ ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากเขากลับจากจักรวาลเฉียนคุนครั้งนี้ ศาสตราแห่งราชันระดับกลางที่เขาหลอมขึ้นมาสำเร็จก็ยิ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว“ข้าคิดว่าทุกคนน่าจะรู้กฎของงานนี้อยู่แล้ว ฉะนั้นข้าคงไม่ต้องกล่าวถึงส่วนที่ไม่จำเป็น พวกเจ้าแสดงความสามารถทั้งหมดที่มีออกมาเพื่อแย่งชิงอันดับที่ดียิ่งขึ้น สิบคนแรกจะได้รับศาสตราแห่งราชันที่ข้าหลอมขึ้นเองกับมือคนละชิ้น ส่วนสามอันดับแรกจะได้รับศาสตราแห่งราชันระดับกลางคนละหนึ่งชิ้น!”
หลิ่วเฉินจื่อลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง ก่อนจะทอดสายตาไปยังผู้เข้าแข่งขันที่อยู่เบื้องล่างหลายแสนคน แล้วจึงเอ่ยขึ้นพลางคลี่ยิ้มบางเบาเขาคุ้นชินกับภาพตรงหน้านี้ไปแล้ว เพราะครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยช่วงชิงอันดับหนึ่งจากงานนี้ ก่อนจะถูกผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักฉีเป่าหลิวหลีรับเข้าเป็นศิษย์สายในพอเห็นชายหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยพลังชีวิตอันคึกคักตรงหน้ากลุ่มนี้ เขาก็นึกถึงช่วงเยาว์วัยของตนขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ว่ากันว่าวันเวลาไม่เคยปรานีผู้ใด เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปกว่าแสนปีแล้วพอสิ้นเสียงของหลิ่วเฉินจื่อ สองตาของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดบนลานกว้างก็กลายเป็นร้อนผ่าวทันที ผู้ที่ได้อยู่ในสิบอันดับแรกไม่เพียงแต่ได้รับศาสตราแห่งราชันหนึ่งชิ้น ทว่ายังเป็นศาสตราแห่งราชันที่หลิ่วเฉินจื่อหล