านมีนามว่าอันใด?”คนคลี่ยิ้ม ผู้เฒ่าเทียนจี๋หันไปเอ่ยกับเซียวฮั่นด้วยความยำเกรงเกินจะเปรียบ ท่าทางราวกับเจอการดำรงอยู่ที่ไม่ใช่ขั้นนักรบแห่งโลกระดับที่หนึ่ง แต่เป็นการเผชิญหน้ากับการดำรงอยู่ในระดับเดียวกันเมื่อเซียวฮั่นได้ยิน จึงมองชายชราตรงหน้าหนึ่งครา ผู้เฒ่าเทียนจี๋มีใบหน้าแก่ชรา สวมชุดคลุมสีม่วง ศีรษะสวมมงกุฏสีม่วงทอง ผมและเคราสีขาวโพลน“ข้าน้อยนามว่าเซียวฮั่น ไร้นิกายไร้สำนัก เป็นผู้ฝึกตนพเนจรคนหนึ่ง!”ในเมื่ออีกฝ่ายถาม เซียวฮั่นก็มิอาจปฏิเสธ จึงตอบกลับเขาไปคำตอบของเขาเป็นเรื่องราวในปัจจุบันของตน เพราะเขาไร้นิกาย ไร้สำนักจริงๆ ทั้งยังเป็นผู้ฝึกตนพเนจรคนหนึ่งจริงๆแต่ผู้เฒ่าเทียนจี๋ไม่คิดว่าเซียวฮั่นเป็นผู้ฝึกตนพเนจร การดำรงอยู่ขั้นนักรบแห่งโลกระดับสูงสุด ไม่ว่าอย่างไรก็ล้วนแต่เป็นคนของสำนักนิกายใหญ่โต เพียงแต่สถานการณ์ของอีกฝ่ายในตอนนี้เห็นได้ชัดว่าฝึกตนมาหนึ่งภพแล้ว เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่ประจวบเหมาะพอดี
เพราะเหตุนี้ในเมื่อเซียวฮั่นไม่เอ่ยความจริง ผู้เฒ่าเทียนจี๋จึงไม่คิดจะซักถามต่อ ขอเพียงต่างคนต่างอยู่ไม่หาเรื่องกันก็พอยามนี้ทุกคนต่างถูกขังไว้ในค่ายกล แต่ก็เป็นโชคชะตาอย่างหนึ่งอย่างน้อยสำหรับผู้เฒ่าเทียนจี๋ ในที่สุดเขาก็สามารถหาคนสนทนาด้วยได้แล้ว หลายหมื่นปีมานี้ เขาล้วนแต่ทำการค้นคว้าว่าจะทำลายค่ายกลตรงหน้าอย่างไร จนไม่ได้เอ่ยสิ่งใดกับใครสักคนส่วนเซียวฮั่นก็ไม่สน