านตา พอเป็นพิธีก่อนจะส่งไปยังทุกเขตมณฑลโดยไม่แก้ไขใด ๆ
ช่วงแรก ๆ เหล่าขุนนางยังรู้สึกไม่ค่อยคุ้นชิน
ผ่านไปไม่ทันถึงเดือนจึงพบว่า ในราชสำนักจะมีฮ่องเต้หรือเปล่าก็ เหมือนจะไม่ได้สลักสำคัญอย่างที่เคยคิด บัญญัติกฎหมายส่งมาจากสำนักตรวจฎีกากลาง แม้ไม่มีฮ่องเต้ก็ยังประกาศใช้ได้ถึงขั้นไม่จำเป็นต้องให้ ฮ่องเต้ตรวจซ้ำเลย ฎีการ่างส่งมาตอนเช้า พอตกบ่ายก็ส่งกลับไปยังที่ต่างๆ หรือให้ลูกน้องดำเนินการต่อได้แล้ว เร็วกว่าเดิมไม่รู้ตั้งเท่าไร
ยามมีฮ่องเต้ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดประเสริฐเพียงไรก็มีจุดให้ตำหนิอยู่เป็นนิตย์ ฮ่องเต้เองก็มักมีขุนนางที่พระองค์เองโปรดปราน คิดการใดล้วน แต่มีเรื่องให้ต้องคำนึงระแวดระวัง
ครานี้ดียิ่ง ไม่ต้องสนอะไรทั้งสิ้น
แม้ตำแหน่งขุนนางยังมีแบ่งสูงต่ำ แต่ใครก็ข่มใครอย่างแท้จริงไม่ได้ ถึงจะแบ่งฝักแบ่งฝั่ายกันอย่างรวดเร็ว ทว่าทุกคนก็มีกำลังจะสู้จะถกเถียงไม่ปรากฏเรื่อง ‘วาจาเดียวถือเป็นที่สุด’ อีกแล้ว
ยิ่งกว่านั้น หนึ่งเดือนก่อนในสำนักมหาบัณฑิตถกเถียงกันเรื่อง ‘ตอนเหนือของแม่น้ำฉินหวายที่สุดแล้วสมควรปลูกมันฝรั่งหรือข้าว’ กันไม่จบ ไม่สิ้น ไม่มีใครยอมใคร หลังจากเกิดการ ‘ใช้อาวุธ’ ลงไม้ลงมือกัน กรม อาญาและกรมพิธีการก็ร่วมกันร่าง ‘แนวทางการสลายความขัดแย้งใน สำนักมหาบัณฑิต’ เปลี่ยนจากการ ‘ร่างเสนอแนวทางร่วมกัน’ กลายเป็น ‘ลงเสียงข้างมาก’ แทน
ทุกคนในสำนักมหาบัณฑิตมีอำนาจออกเสียงร่างกฎหมายล