“นาง?”
เสิ่นหลางเพิ่งทรงถือแผ่นปั้ายยอดเขียว[1]ซึ่งกองบันทึกกิจส่วนพระองค์[2]ถวายขึ้นมา ยังมีพระราชดำริอยู่เลยว่าเวินเจาอี๋อารมณ์ร้ายกว่าเดิม วันนี้ไม่สู้เรียกตัวจางกุ้ยเหริน[3]มาปรนนิบัติดีกว่า นางทั้งอ่อนโยนและละเอียดรอบคอบ น่าสำราญไปอีกแบบ แต่เมื่อเจิ้งเปั่าเข้ามากระซิบข้างพระกรรณก็พลันเลิกพระขนง
พระเนตรฉายความประหลาดพระทัยเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเผยแววใคร่ครวญ
เจิ้งเปั่าลังเลเล็กน้อย “เรื่องนี้ผิดธรรมเนียมให้ไล่นางไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหลางยกพระหัตถ์ “ไม่ต้อง เราอยากลองฟังดูว่านางต้องการพูดอะไร”
เจิ้งเปั่าประหลาดใจอยู่บ้าง ลอบใจเต้นรัวเกิดคลื่นใต้น้ำในราชสำนัก ยามนี้บุตรีภรรยาเอกจวนกั๋วกงซึ่งเป็นศูนย์กลางของวังน้ำวนกลับขวัญกล้ามาขอเข้าเฝั้าฮ่องเต้อย่างอุกอาจ ที่แท้วางแผนอะไรอยู่กันแน่
เพียงแต่เขาไม่กล้าเผยสีหน้า ออกไปเรียกตัวเซียวซูเข้ามา
เซียวซูรออยู่ข้างนอกนานมากแล้ว
ตอนแรกนางนึกว่าตนจะหวาดกลัวการตัดสินใจเลือกครั้งนี้จนกระสับกระส่าย ทว่าเมื่อทอดสายตามองแสงสว่างซึ่งส่องลอดออกมาจากบานหน้าต่างตำหนักเฉียนชิง สมองกลับแจ่มชัดอย่างไม่เคยเป็น ท่านอาน่ะผิดแล้ว ผิดอย่างมหันต์!
ผู้สูงศักดิ์ที่สุดในแผ่นดินคือฮ่องเต้ ต่อให้อีกฝั่ายสูงส่งเป็นถึงไทเฮาผู้เป็นพระชนนีของฮ่องเต้ทว่าจะตั้งตนเป็นศัตรูกับฮ่องเต้ได้อย่างไร
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องการสนับสนุนหลินจืออ๋อง!เสิ่นเจี้ยย่อมอ่อนโยนและงา