งชายชราอยู่หลายส่วน “เสียทีที่เยี่ยนมู่เดินทางรอนแรมรับราชการมาสี่สิบห้าปี ไปสนามรบ เยือนอำเภอหลุนไถ[1] คิดไม่ถึงว่าพออายุมากเข้าหน่อยก็มีโรครุมเร้า ขายหน้าทุกท่านแล้ว วันนี้สายลมหนาวหิมะโปรย แต่ทุกท่านกลับไม่รังเกียจ ไว้หน้าตาแก่อย่างข้า ทั้งยังเป็นเกียรติแก่เจ้าลูกชายของข้าอีกด้วย ข้าเยี่ยนมู่จะจดจำไว้ในใจตลอดกาล ขอบพระคุณทุกท่าน!”
กล่าวจบเขาถึงกับโค้งคารวะร่างขนานกับพื้น
สิ่งที่เขาเอ่ยถึงคือวันนี้ ‘สายลมหนาวหิมะโปรย’ โดยมิได้เอ่ยถึงสถานการณ์ในราชสำนักตอนนี้กับภาวะคับขันที่จวนโหวกำลังประสบแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าทุกคนกลับฟังความนัยซึ่งแฝงในนั้นออกอย่างง่ายดาย
เมื่อคิดว่าจวนหย่งอี้โหวจงรักภักดีอย่างแรงกล้าทั้งตระกูล สมัยเยี่ยนมู่ยังหนุ่มแน่นเคยนำทัพออกสมรภูมิ ขับไล่ชนเผ่าอนารยชนทางเหนือมาแล้วด้วยซ้ำ บัดนี้ฝั่าบาทกลับมีพระราชกระแสให้นำกองกำลังมาปิดล้อมจวน ไม่รู้ว่าคมดาบคมกระบี่จะบั่นคอเมื่อใด ก็ทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าทอดถอนใจยิ่งนัก
การคารวะใหญ่เยี่ยงนี้ ทุกคนจะรับไหวได้อย่างไร
ต่างรีบกล่าวว่า “ท่านโหวกล่าวหนักเกินไปแล้ว” “ท่านโหว มิได้เด็ดขาด” ออกมาทันที ทั้งยังคารวะอย่างนอบน้อมตอบด้วย
ครานี้พิธีถึงจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ
โถงส่วนหน้าประดับตกแต่งจนแทบไม่ต่างจากศาลบรรพชน
เยี่ยนหลินสวมเสื้อตัวใหม่เอี่ยม เป็นเสื้อคลุมตัวยาวสาบเสื้อทับกันสีเรียบ เขาเดินเข้าห้องโถงมาตามพิธีแบบโบราณ เ