นอันขาด จึงส่งคนไปค้นทุกบ้านทุกตรอกซอกซอยในเมืองหลวง ขอเพียงเป็นครอบครัวที่มีเด็กชายอายุมากกว่าสี่ขวบและต่ำกว่าสิบสองขวบ หรือไม่ก็สูงเกินสามฉื่อจะต้องถูกจับกุมทั้งสิ้น…”
ทุกคนเมื่อฟังถึงตรงนี้ก็อดร่างสั่นสะท้านไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงเริ่มรู้สึกอยากอาเจียนน้ำเสียงฟางเมี่ยวฝืดเฝือนเล็กน้อย อย่างไรก็ตามกลับมีพลังงานลึกลับบางอย่างซึ่งแฝงตัวท่ามกลางความมืดผลักให้นางถลำลึก ประหนึ่งว่าควรให้มีคนรู้เรื่องนี้มากขึ้นก็มิปาน “ตอนนั้นเมืองหลวงมีราษฎรหลายคนหลบหนีออกไปก่อนเพราะระแคะระคายว่าจะเกิดเหตุเภทภัยจากการสู้รบ แต่เมืองหลวงก็ยังมีครอบครัวชาวบ้านจำนวนไม่น้อยอยู่ดี เด็กชายที่ถูกจับตัวมาจึงมีถึงสามร้อยกว่าคน ขณะนั้นองค์รัชทายาทมีพระชนมายุราวแปดพรรษา ผิงหนานอ๋องนำตัวข้าราชบริพารซึ่งเคยถวายการปรนนิบัติรับใช้พระองค์มาตรวจสอบ ทว่าในหมู่เด็กชายจำนวนสามร้อยกว่าคนกลับปราศจากองค์รัชทายาท ผิงหนานอ๋องโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง เมืองหลวงถูกโอบล้อมดั่งปราการเหล็ก เขาไม่เชื่อว่ายังจะติดปีกบินหนีออกไปได้จึงออกคำสั่งไปทั่วเมือง หากผู้ใดให้ที่ซ่อนตัวองค์รัชทายาท ทางที่ดีจงมอบตัวโดยเร็ว มิเช่นนั้นจะสังหารหมู่เด็กชายทั้งสามร้อยคน”
โจวเปั่าอิงน่าจะไม่เคยได้ฟังเรื่องนี้มาก่อนสองตาเบิกโพลง ถามเสียงเบา “ต่อ ต่อมาล่ะ?”
ฟางเมี่ยวหน้าซีดเล็กน้อย ตอบว่า “ต่อมาติ้งกั๋วกงและหย่งอี้โหวเคลื่อนกำลังพลมาขับไล่ทัพกบฏอย่างเร็วรี่ เ