รื่องพลาดไม่มีเว้น!”
เจี้ยนซูไม่ชอบคนในนิกายมาตั้งนานแล้ว ยามนี้จึงคิดจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง
ทว่ากลับบังเกิดประกายแสงวูบไหวตรงหางตา เหลือบเห็นว่ามีคนมาจากด้านหลัง
เป็นหลวงจีนชราห่มจีวร ใบหน้าเจือความเมตตากรุณา
ตนจึงกลืนคำพูดที่กำลังจะเอ่ยกลับลงไปเสีย
หลวงจีนชรารูปนั้นคือเจ้าอาวาสวัดไปั๋ถ่า มีนามฉายาว่าวั่งเฉิน พุทธศาสนิกชนเรียกขานด้วยความเคารพว่า ‘วั่งเฉินไต้ซือ’ วันนี้เซี่ยเวยนัดเขามาถกพระคัมภีร์
เขาเดินมาแต่ไกล เมื่อบรรลุถึงเบื้องหน้าศาลาเฉาอินก็เห็นเถ้ากำยานสกปรกเลอะเทอะหน้าขั้นบันได
ฝีเท้าหยุดชะงัก
เซี่ยเวยยืนอยู่ในศาลา เมื่อหมุนกายกลับมาความเย็นเยียบและอำมหิตที่เคยมีกลับปลาสนาการไปสิ้น ยามมุมปากหยักโค้งน้อย ๆ ก็อ่อนโยนดั่งสายลมแห่งฤดูวสันต์โชยผ่านใบหน้าดุจขุนเขาเขียวขจีทอดยาว เพียงเอ่ยว่า “เมื่อครู่เจี้ยนซูซุ่มซ่ามทำโถกำยานพลิกคว่ำ ขอไต้ซือโปรดอย่าถือสาเลยนะขอรับ”
เจี้ยนซู “…”วั่งเฉินไต้ซือประนมมือ กล่าวด้วยจิตอันกว้างขวางว่า “อมิตาภพุทธมิเป็นไร”
———————
ณ เรือนหยางจื่อ ขอเพียงเป็นผู้ที่มีความคิดสักหน่อยพอได้ยินก็จะรู้ทันที ในเมื่อฟางเมี่ยวมีปฏิกิริยาต่อถ้อยคำที่เหยาหรงหรงเอ่ยถึงเพียงนี้นางต้องล่วงรู้อะไรบางอย่างแน่นอน
พวกนางจึงพากันซักไซ้ไล่เลียง
ลงท้ายฟางเมี่ยวเลยพูดขึ้นมาว่า “ได้ยิน‘เด็กผู้ทรงคุณธรรม’ คำนี้ พวกท่านนึกอะไรไม่ออกเลยหรือ?”ทุกคนงุนงงเล็กน้อย
เจียงเสวี่ยหนิงกล