็น ‘บุรุษ’ ก็จัดเป็นคนธรรมดาสามัญ แล้วจะกล่าวว่ามี‘ปณิธาน’ ได้อย่างไร? ในเมื่อไร้ปณิธาน แล้วยังจะมีพรากหรือไม่พรากได้อย่างไรเล่า? ข้าไม่ทราบจะอธิบายเช่นไร รู้เพียงสิ่งเดียวว่า ที่แท้นักปราชญ์ก็กล่าววาจาเพ้อเจ้อเหลวไหล!”“ขงจื่อกล่าวว่า สวรรค์ประทานคุณธรรมให้ข้า แล้วหวนถุยจะทำสิ่งใดกับข้าได้? โปรดอภิปรายโดยยึดคำว่า ‘คุณธรรม’ เป็นหลัก”
ความหมายของคำกล่าวนี้คือ ขงจื่อกล่าวว่าสวรรค์ประทานให้ข้ามีคุณธรรมเช่นนี้ หวนถุยแห่งแคว้นซ่งจะทำอะไรข้าได้
ว่ากันว่าขณะขงจื่อเดินทางผ่านแคว้นซ่งเพื่อไปยังแคว้นเฉิน ซือหม่าหวนถุยแห่งแคว้นซ่งรู้เรื่องเข้าก็จะไปทำร้ายขงจื่อ ขณะนั้นขงจื่อกำลังบรรยายจารีตของราชวงศ์โจวแก่บรรดาลูกศิษย์ใต้ต้นไม้ใหญ่ หวนถุยพาคนมาตัดต้นไม้ คิดจะสังหารขงจื่อ
คำกล่าวนี้ขงจื่อพูดระหว่างทางหลบหนี
ผู้ศึกษาเล่าเรียนต่างยกขงจื่อให้เป็น‘นักปราชญ์’ เสมอมา ขอเพียงเป็นสิ่งที่ขงจื่อกล่าวล้วนถูกต้อง ต่อให้พูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหลก็หาหลักการและเหตุผลมาสนับสนุนได้เป็นพะเรอเกวียน
เจียงเสวี่ยหนิงอ่านคำกล่าวนี้แล้วเกือบมองค้อนปะหลับปะเหลือก
หากคนผู้หนึ่งกอปรด้วย ‘คุณธรรม’ ก็จะสามารถเปลี่ยนจากร้ายให้กลายเป็นดีโดยไม่ต้องกลัวถูกผู้อื่นทำร้ายอย่างนั้นหรือ กำลังเพ้อเจ้ออะไรอยู่ มิหนำซ้ำยังมาใช้บรรยายตนเองอีกเวลาอวดโอ่ถึงตัวเองช่างไม่รู้จักอายเสียจริง
นางมี ‘คำอภิปราย’ ต่อหัวข้อนี้มากมายเหลือเกิน
จึงเขียนคำ