ครั้นเอ่ยคำพูดประโยคนี้จบ เจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่รอว่าอีกฝั่ายจะมีสีหน้าเช่นไร หมุนกายเดินจากไป
มีหลายครั้งที่นางไม่อาจแยกแยะว่าที่แท้ตนรู้สึกเช่นไรต่อหว่านเหนียง
โศกนาฏกรรมที่เกิดกับนางทั้งหมดในชาติก่อน หากว่ากันจนถึงแก่นแท้แล้ว ล้วนเป็นเพราะหว่านเหนียงทั้งสิ้น
กล่าวกันตามเหตุผล นางควรจะแค้นคนผู้นั้นทว่าเพียงนึกถึงบุตรีที่หว่านเหนียงเฝั้าถวิลหาแต่ฝั่ายนั้นกลับไม่เคยถามไถ่ถึงมารดาบังเกิดเกล้าแม้แต่น้อย ก็รู้สึกว่าหว่านเหนียงทั้งน่าแค้นใจและน่าสงสารนัก
ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงช่วงชิงโอกาสของเจียงเสวี่ยฮุ่ย และช่วงชิงงานวิวาห์ของอีกฝั่ายไปเป็นผลให้ตัวเองได้เบียดเข้าวังไปเป็นพระสหายร่วมศึกษาของเสิ่นจื่ออี ชาตินี้ทั้งที่นางหลีกเลี่ยงวังหลวงแล้วแท้ ๆ แต่ทุกคนกลับเหมือนวิ่งไล่ตามมาอยู่ตรงหน้านางเสียอย่างนั้น แม้แต่การเข้าวังเพื่อเป็นพระสหายร่วมศึกษาก็ยังตกมาถึงนางทั้งที่ไม่ได้เสนอชื่อไปด้วยซ้ำ กล่าวได้ว่าถูกคนผลักไสให้เข้าวังแบบไม่เหลือทางเลี่ยง
ราวกับว่าทุกสิ่งไม่ค่อยต่างจากชาติก่อนเท่าใดนัก
สิ่งนี้ทำให้นางอดคิดไม่ได้ว่า การได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ในชาตินี้ นางจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริงหรือ หรือบางทีอาจแค่เดินย่ำซ้ำรอยเดิมก็เป็นได้
*****
เช้าตรู่ของวันต่อมาฟั้ายังไม่ทันสว่าง เจียงเสวี่ยหนิงก็ถูกบรรดาสาวใช้ปรนนิบัติให้ลุกจากเตียง หลังจากชำระล้างร่างกายและแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็ไปกล่าวลาบุพการี