นสงบจิตใจได้จริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะลงจากรถม้า พอกวาดตามองก็เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยมากมาย ยังคงเป็นเหล่าพระสหายร่วมศึกษาในชาติก่อนจริง ๆ
ผู้หนึ่งคือโหยวเย่ว์จากจวนชิงหย่วนปั๋อ
ในงานเลี้ยงเทศกาลฉงหยางคราก่อน เจียงเสวี่ยหนิงไม่ไว้หน้านางแม้แต่น้อย ถือว่าผูกความแค้นเอาไว้แล้ว
ยามนี้โหยวเย่ว์สวมชุดชาววังอันงดงาม สีหน้าท่าทางและอากัปกิริยาแสนสง่า ทว่าสายตามยามมองมาทางเจียงเสวี่ยหนิงเผยความเป็นอริโดยไม่ปิดบัง ถึงขั้นแฝงความอาฆาตมาดร้ายอยู่หลายส่วนเจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจว่าฝั่ายนั้นอย่ามารนหาที่ตายต่อหน้านางก็แล้วกัน เนื่องด้วยความเป็นอยู่ในวังชาตินี้ของนางดีกว่าชาติก่อนเป็นกองฉะนั้นหากอารมณ์เสียแล้วเผลอบีบคออีกฝั่ายจนตายขึ้นมา เมื่อเรื่องแพร่ออกไปมันจะไม่ค่อยน่าฟัง
ข้างกายโหยวเย่ว์ก็คือฝานอี๋หลาน บุตรีจากครอบครัวเสนาบดีฝานแห่งกรมพิธีการซึ่งถูกขานชื่อให้ได้อันดับหนึ่งจากการแต่งโคลงกลอนในงานเลี้ยงเทศกาลฉงหยางครั้งก่อน เป็นผู้ที่แต่งกายเรียบง่ายมากที่สุด แม้แต่ต่างหูยังไม่สวมสักชิ้น หัวคิ้วและดวงตาแผ่กลิ่นอายเฉยชาห่างเหินและไม่แยแสลาภยศสรรเสริญ
สำหรับฝานอี๋หลาน การเข้าวังอาจไม่ควรค่าแก่การตื่นเต้น
สายตาที่ผู้อื่นมองเจียงเสวี่ยหนิงจะกี่มากน้อยก็แฝงความพิกล แต่ฝานอี๋หลานเพียงมองมาด้วยสายตาเรียบเฉย ทั้งไม่สงสัยใคร่รู้ ทั้งไม่อิจฉาริษยา
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าในบรรดาสิบสองคนที่เข้าวังมาเพื่อเป็น