งที่กำหนดเอาไว้อยู่แล้ว ย่อมต่างออกไปเป็นธรรมดา
สามศาสตร์จากหกศาสตร์ของวิญูชนอย่างมารยาทพิธี คีตดนตรี และอักขรวิธีย่อมต้องเรียนรู้ รองจากนั้นยังต้องเรียนศาสตร์เพื่อสุนทรียภาพบางอย่าง เช่น การทำเครื่องหอมหรือการวาดภาพ และเนื่องจากฝั่าบาทโปรดปรานเสิ่นจื่ออีเป็นพิเศษ ทราบว่านางมักจะแอบออกไปฟังการบรรยายประจำวันที่ตำหนักเหวินหวา จึงหาเซียนเซิงสูงวัยผู้มีความรู้เหนือผู้คนจากสภาฮั่นหลินมาหลายรายเพื่อบรรยายตำราบางอย่างที่มีแต่บุรุษเท่านั้นถึงจะศึกษาได้
และสิ่งที่ทำให้ตกใจจนพูดไม่ออกมากที่สุดอาจเป็นการที่หนึ่งในบรรดาเซียนเซิงที่ฝั่าบาททรงเชิญมามี ‘เซี่ยเซียนเซิง’ อยู่ด้วย…
เซี่ยเวย ราชครูขององค์รัชทายาทในรัชกาลปัจจุบันว่ากันว่าเขาจะเปิดสองวิชา วิชาแรกคือพิณถือว่าอยู่ในหมวด ‘คีตดนตรี’ ส่วนอีกวิชาจะเลือกมาเล่มหนึ่งจากตำราสี่คลังของราชสำนัก[1]แต่จะเป็นเล่มไหนนั้นยังไม่กำหนด
ยามเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินข่าวนี้จากปากที่พูดจาฉอด ๆ ของเหลียนเอ๋อร์ มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่านางคับแค้นใจที่ไม่อาจเอาศีรษะโขกพื้นจนตายได้
ต่อมายังมีเรื่องเกี่ยวกับการเข้าวังอีก นั่นคือมะรืนนี้ต้องเตรียมตัวเข้าวัง อีกสักประมาณสามถึงห้าวันก็ต้องเรียนรู้มารยาทพิธีการภายในวังหลวงคร่าว ๆ รวมถึงทำความเข้าใจข้อห้ามต่างๆจากนางกำนัล เพื่อไม่ให้ทำความผิดจนก่อเภทภัยอะไรขึ้นมา
หากตอนนี้ไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้ หรือมีคุณสมบัติย่ำแย่จนเกินไ