่มิบริการจัดการอย่างเป็นระบบสักเท่าไร จากการขุดข้นสุสาน ภาพจิตรกรรมฝาผนังได้บอกให้พวกเราทราบว่า คนพื้นเมืองดั้งเดิมของเกาะเคยมีประเพณีกินคนมาก่อน เนื่องจากเกาะตั้งอยู่ในเขตสภาพอากาศแปรปรวน ภัยพิบัติทางธรรมชาติจึงสลับกันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะแผ่นดินไหว พายุ หรือหมอกหนา… ส่งผลให้คนพื้นเมืองประสบความสูญเสียอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อความอยู่รอด พวกเขาจึงเริ่มบูชา ‘เทพสภาพอากาศ’ โดยจะประกอบพิธีกรรมปีละสี่หน เนื้อหาของพิธีกรรมเกี่ยวกับการฆ่าเหยื่อสังเวย โดยสุ่มเลือกเหยื่อขึ้นมาจากกลุ่มสาวก จากนั้นก็จะแบ่งปันเลือดเนื้อให้ทุกคนกิน ปิดท้ายด้วยการวางกะโหลกศีรษะไว้กึ่งกลางแท่นบูชา อย่างไรก็ตาม ประเพณีดังกล่าวได้ถูกทดแทนด้วยพิธีกรรมวายุสลาตัน นับแต่นั้น ภาษาพื้นเมืองของเกาะแบนชีก็ค่อยๆ เลือนหายไป”
เทพสภาพอากาศ… เกาะในอาณานิคมซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีพิธีกรรมกินกันเอง…
ไคลน์ครุ่นคิดหาจุดเชื่อมโยง
เดนิสมองไปทางประตูและกล่าวโดยไม่ได้คิดอะไรมากนัก
“สืบเนื่องจากตำนานดังกล่าว เมืองท่าแบนชีจึงเกิดความเชื่อใหม่ขึ้นมาสองเรื่อง หนึ่ง ในค่ำคืนหมอกทึบและสภาพอากาศเลวร้าย ทุกคนจะต้องปิดประตูบ้านลงกลอนให้มิดชิดเสมอ ห้ามออกมาเดินเพ่นพ่านข้างนอกเด็ดขาด และห้ามเปิดประตูเมื่อได้ยินเสียงใครบางคนเคาะประตู สอง พวกเขาหลงใหลการกินเลือดแข็งของสัตว์มาก โดยเรียนรู้มาจากเผ่าเอลฟ์เร่ร่อนว่า การเติมเกลือลงไปจะทำให้เลือดจับตัว