นทนาไปยังทิศทางอื่นเธอมีแผนสำรอง นั่นคือการทำเรื่องนี้ไป ‘ถามหยั่งเชิง’ กับเพื่อนขุนนางรอบตัวในฐานะผู้เคยถูกองค์ชายสามตามตื้อเป็นเวลานาน ความอยากรู้อยากเห็นของเธอย่อมไม่ใช่เรื่องผิดปรกติ ไม่ว่าจะด้วยอารมณ์โกรธเคืองหรือสนใจ แต่คนทั่วไปล้วนมีอาการตอบสนองแบบเดียวกัน…หลังจากมิอาจรักษาสถานภาพ ‘ละเมอเทียม’ ไว้ได้นานจิตของเอ็มลิน·ไวท์กลับเป็นปรกติพร้อมกับเกิดอาการอ่อนเพลียทางใจ เมื่อลืมตาขึ้น มันจ้องไปทางโลงศพเหล็กดำและกล่าวด้วยสีหน้าโล่งใจกึ่งผิดหวัง“ลอร์ดนีบาส ไม่มีการตอบสนองขอรับ”
นีบาสเงียบงันเป็นเวลานาน ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงแหบพร่า“ไม่เป็นไร เจ้าอยู่ต่ออีกสักคืน เผื่อไว้ในกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน”“ขอรับ” เอ็มลินไม่ขัดข้องแวมไพร์หนุ่มปล่อยเวลาผ่านไปอย่างหวาดระแวง แต่ค่ำคืนดังกล่าวกลับมีเพียงความปลอดโปร่งและเงียบสงัด จนกระทั่งแสงแรกยามเข้าอันหายากในฤดูหนาวส่องผ่านบานกระจกเข้ามา“อากาศห่วยแตกชะมัด” เอ็มลินเดินทางออกจากคฤหาสน์โอดรา กดหมวกลง พลางพึมพำขณะส่งตัวเองเข้าไปในรถม้าเช่าจุดหมายคือวิหารฤดูเก็บเกี่ยวในย่านทิศใต้ของสะพานหลังจากรถม้าแล่นไปได้สักพัก วิวทิวทัศน์รอบตัวเอ็มลินพลันพร่ามัวและเต็มไปด้วยทุ่งสายหมอกสีเทากว้างไกล
ท่ามกลางความตื่นตัวและประหลาดใจ เมื่อรู้ตัวอีกที่ เอ็มลินพบตนกำลังนั่งบนเก้าอี้ท่ามกลางวังโบราณแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าเป็นโต๊ะทองแดงยาวเก่าแก่หัวมุมของโต๊ะทองแดงยาวคือบุคคล