ไคลน์ก้มหน้าลงมองมือตัวเอง มันไม่พบเทียนไขผิวหนังมนุษย์ แต่ยังคงได้รับกลิ่นหอมหวานรัญจวนลอยโชยสัมผัสปลายจมูกโดยไม่แยแสร่างแน่นิ่งของยูทรอฟสกี้ซึ่งกำลังนอนจมกองเลือดตัวเอง ไคลน์หยิบกล่องไม้ขีดไฟออกมาจุดหนึ่งก้านเมื่อประกายไม้ขีดไฟลุกโชน โลหิตสีแดงฉานรอบตัวบิชอปยูทรอฟสกี้พลันเลือนหาย สภาพแวดล้อมรอบห้องโถงโบสถ์กลับมาสะอาดสะอ้านเรียบร้อยอีกครั้งหลังจากลุกยืนอย่างเชื่องช้า ยูทรอฟสกี้ก้มศีรษะมองไคลน์และกล่าวด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวแผ่วเบา“ไม่ได้ผลเลยหรือ…เป็นเหตุผลให้กล้ารับงานนี้สินะ แต่วาสนาของแกจบลงแล้ว ว่ากันตามตรง ฉันก็ไม่ได้อยากฆ่าทิ้งสักเท่าไร”ขณะพล่าม แสงเทียนฝังขวาและด้านหน้าเริ่มสั่นไหววูบวาบ บรรยากาศห้องโถงหลักของวิหารฤดูเก็บเกี่ยวสว่างขึ้น
กะทันหัน ลักษณะเป็นแสงส้มนวลไม่แยงตา ประหนึ่งแสงแรกของยามเช้าซึ่งคอยต้อนรับทุกชีวิตหากแถวนี้มีภูตผีเร่ร่อน พวกมันคงถูกจำกัดทิ้งจนหมดสิ้นส่วนไคลน์ ชายหนุ่มทำเพียงจุดไม้ขีดโดยไม่กล่าวสิ่งใด พร้อมกับสูดลมจนแก้มปั่องเตรียมเลียนเสียงปัง!กระสุนล่องหนพุ่งจากปลายนิ้วตรงไปยังหน้าอกบิชอปยูทรอฟสกี้และกระทบกับบางสิ่งจนเกิดเสียงกังวาน เป็นอื่นใดไม่ได้นอกจาก ‘เกราะรุ่งอรุณ’ ของบิชอปร่างยักษ์ไม่ใช่แค่ส่วนอก แต่ชายคนนี้เสกเกราะสีเงินเต็มอัตราศึกขึ้นจากความว่างเปล่า ห่อหุ้มจนครบทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นถุงมือ เกราะเสื้อ เกราะกางเกง หรือหมวกเหล็กกระสุนไคลน์