เอียด ไคลน์สัมผัสถึงกลิ่นอายสงครามกลางเมืองประหนึ่งได้เข้าไปนั่งอยู่ในยุคสมัยดังกล่าว อาณาจักรอินทิสในช่วงปี 1173 หรือราวร้อยกว่าปีก่อน เกิดความโกลาหลสุดขีด และผลลัพธ์ในไดอารีก็ตรงตามตำราประวัติศาสตร์ทุกประการในฐานะผู้ปราบกบฏและคืนความสงบให้อินทิสสำเร็จ โรซายล์ฉวยโอกาสยึดอำนาจพร้อมกับเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นสาธารณรัฐ ตามด้วยการแต่งตั้งตัวเองเป็นกงสุลใหญ่ปกครองประเทศในฐานะพลเรือน มิได้ก่อตั้งราชวงศ์ใหม่
ในช่วงสิบเก้าปีถัดมา โรซายล์ทำการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเพื่อส่งเสริมการประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ และสนับสนุนแผนปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมสาธารณรัฐอินทิสภายใต้การนำของโรซายล์เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แข็งแกร่งขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจการเมือง การทหาร อีกทั้งยังก่อสงครามเหนือใต้โดยไม่หวั่นเกรง เปลี่ยนให้ประเทศมาซิน ลุนเบิร์ก เซกัล และประเทศอื่นกลายเป็นเมืองขึ้น อยู่ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐ แถมยังทำให้สามขั้วอำนาจใหญ่ของทวีปเหนืออย่าง ฟุซัค โลเอ็นและเฟเนพ็อต ยอมก้มศีรษะอย่างจำนนจนกระทั่งช่วงท้ายของปี 1192 หรือเกือบยี่สิบปีหลังจากเหตุการณ์ปฏิวัติ โรซายล์เปลี่ยนระบอบการปกครองจากสาธารณรัฐเป็นจักรวรรดิ และสถาปนาตนเองในนาม :– จักรพรรดิซีซาร์ –แต่ไม่ถึงหกปีหลังจากนั้น โรซายล์จบชีวิตลงภายในบรมมหาราชวังเมเปิลขาว ถือเป็นจุดสิ้นสุดของตำนานสำคัญในยุคสมัย 5
ยิ่งไคลน์ใช้ความคิด มันก็ยิ่งสัมผัสถึ