หนึ่งทุ่มครึ่ง ถึงเวลาอาหารค่ำของครอบครัวโมเร็ตติ“ไคลน์ ทำไมนายต้องรีบไปทำงานแต่เช้าด้วย? ทั้งที่เป็นแค่ที่ปรึกษาประวัติศาสตร์ บริษัทนี้ไม่อันตรายไปหน่อยหรือ?”เบ็นสันใช้ส้อมจิ้มมันฝรั่งจากจานสตูเนื้อใส่ปาก สีหน้าค่อนข้างเป็นกังวลกับแผ่นกระดาษโน้ตเมื่อตอนเช้าไคลน์บรรจงคายก้างปลาทอดอย่างระมัดระวัง ก่อนจะมอบคำแก้ตัวที่เตรียมไว้พร้อมแล้ว“มีเอกสารจำนวนหนึ่งต้องถูกขนส่งไปยังสาขาเบ็คลันด์โดยด่วน ฉันมีหน้าที่คุมงานเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้น นายก็คงทราบดีอยู่แล้ว พวกสมองมีแต่กล้ามไม่มีทางอ่านภาษาฟุซัคออก”หลังจากได้ยินคำอธิบาย เบ็นสันถอนหายใจด้วยสีหน้าโล่งอก“ความรู้เป็นสิ่งสำคัญจริงๆ”
ฉวยโอกาสนี้ ไคลน์หยิบธนบัตรห้าปอนด์อีกใบที่เหลือจากโบนัสยื่นให้เบ็นสัน“นี่คือเงินโบนัสที่แลกมากับการตื่นเช้า พวกนายเอาไปใช้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่”“ห้าปอนด์เชียว?”เบ็นสันและเมลิสซ่าส่งเสียงพร้อมกันพี่ชายคนโตนำธนบัตรห้าปอนด์ไปส่องไฟหาลายน้ำ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงกึ่งทึ่งกึ่งฉงน“บริษัทรักษาความปลอดภัยกระเปั๋าหนักชะมัด…”ค่าแรงรายสัปดาห์ของเบ็นสันคือหนึ่งปอนด์สิบซูล สี่สัปดาห์เท่ากับหกปอนด์ หมายความว่า ค่าแรงหนึ่งเดือนของเบ็นสันมีมูลค่ามากกว่าโบนัสไคลน์แค่ปอนด์เดียว!แต่ถึงจะมีอัตราค่าแรงเพียงเท่านี้ เบ็นสันก็เลี้ยงน้องสองคนมาได้หลายปี แถมมิได้ใช้ชีวิตอย่างอดอยาก มีเนื้อสัตว์ให้ทานสัปดาห์ละสองสามมื้อ และทุกปีจะมีกา