ตึกตัก! ตึกตัก!โจวหมิงรุ่ยพลันผวากับสิ่งที่ตนเห็นจนเซถอยหลังไปหลายก้าว ฉากในกระจกเมื่อครู่เหมือนกับไม่ใช่ภาพสะท้อนเงาของตน หากแต่เป็นซากศพของใครบางคนมนุษย์ที่มีแผลฉกรรจ์ปานนั้นจะมีลมหายใจได้อย่างไร!โจวหมิงรุ่ยเอนศีรษะไปด้านข้างอีกครั้งอย่างไม่อยากจะเชื่อแม้จะห่างจากกระจก แสงจันทร์มัวสลัว แต่ไม่ผิดแน่ บาดแผลของตนกำลังเหวอะหวะเป็นรูโหว่และเปียมด้วยคราบเลือดเกรอะกรัง“นี่มัน…”โจวหมิงรุ่ยสูดลมหายใจยาวเข้าปอดเพื่อข่มสติมันเลื่อนมือสัมผัสหน้าอกซ้าย หัวใจยังคงเต้นตามปรกติ ไม่สิ แรงกว่าปรกติมาก เส้นขนบนผิวหนังตั้งชูชัน เหงื่อไคลผุดแซมหลายจุด เป็นอุณหภูมิร่างกายของมนุษย์ปรกติ
หลังจากพิสูจน์ว่าเข่ายังงอได้ โจวหมิงรุ่ยยืนตัวตรงอีกครั้งมันไม่ได้ลุกลี้ลุกลนเหมือนเดิมแล้ว“เกิดอะไรขึ้นกันแน่…”มันขมวดคิ้วพลางเอ่ยเสียงต่ำ คิดจะสำรวจปากแผลอีกหนหลังจากก้าวขาไปสองสามครั้ง มันชะงักอีกครา แสงสลัวจากจันทร์สีเลือดด้านนอกไม่เพียงพอต่อการวิเคราะห์สถานการณ์ทันใดนั้น ชายหนุ่มฉุกคิดบางสิ่งได้ จึงรีบเหลือบมองท่อสีเทาข้างโต๊ะไม้ โดยปลายสุดของท่อเชื่อมติดกับโคมผนังโคมผนังเป็นแบบตะเกียงแก๊ส เปลวเพลิงจากตะเกียงจะคงที่และให้ความสว่างในระดับที่น่าพึงพอใจเดิมที่ ครอบครัวของไคลน์·โมเร็ตติไม่มีปัญญาครองแม้กระทั่งตะเกียงน้ำมันก๊าด อย่าว่าแต่ตะเกียงแก๊สเลย เทียนไขคือแสงสว่างชนิดเดียวที่มันได้รับ แต่ราวสี่ปีก่อน ในช่วงที่ม