ทว่าวาจาถ้อยทีถ้อยอาศัยเช่นนั้น มันเกิดขึ้นหลังจากที่ เหยาซาน ได้เล่นงานทุกคนจนย่ำแย่หมดสภาพไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังเป็นการเล่นงานด้วยวิธีฉ้อฉล ไม่สมกับเป็นวิธีการของชาวยุทธ มันจึงกลายเป็นการกระตุ้นโทสะของ เปียวเฟงหง มากขึ้นไปอีก จนแทบมิอาจอดกลั้น…
“สารเลว!! เจ้ามันไร้ยางอาย ต้องเป็นคนเยี่ยงไรกัน ถึงจะกล้ากล่าววาจาเอาดีเข้าสู่ตน โยนชั่วให้ผู้อื่นได้เช่นนั้น!! เจ้าไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้ากับข้าตรง ๆ ด้วยซ้ำ!!”
เหยาซาน เงยหน้าควับขึ้นมา พร้อมแสยะยิ้มกว้าง…
“ข้าก็มาแล้วนี้ไง?! เอาเถอะ…ข้าเองก็มีส่วนผิดที่เคยไปรังแกน้องชายท่าน เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ข้าจะยอมปะมือกับศิษย์พี่สักกระบวนก็ได้ แต่ไม่ว่าผลมันจะออกมาเช่นนั้น ถือว่าการสะสางของพวกเราเป็นอันสิ้นสุด จากนั้นพวกเราก็เลิกแล้วต่อกัน ตกลงหรือไม่?”
เปียวเฟยหง ถึงกับใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ ตัวมันในเวลาใช้ลมปราณส่วนใหญ่ไปกับการประคบประหงมหยุดยั้งคลื่นลมที่ปั่นป่วนภายในท้อง กระทั่งจะเจียดมาสร้างปราณคุ้มกัน หรือต่อสู้ก็แทบไม่เหลือหลอ แน่นอนว่า เหยาซาน ย่อมรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงหาญกล้าเข้ามาท้าทาย