หลังจากเจียงผิงอันลงนาม เขาก็ถูกฟู่เถียนพาไปพบสหายร่วมกลุ่ม หนึ่งหน้าตาหล่อเหลา อีกหนึ่งดูหยาบกร้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา
ชายผู้ไว้หนวดเครายาวรุงรังก้าวเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง“สหายเต๋า ขอแนะนำตัวก่อน ข้าชื่อ…”
“มิต้องหรอก เสียเวลา รีบไปภูเขาไฟเทียนหลงกัน” เจียงผิงอันตัดบทด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ชายผู้ไว้หนวดเครายาวรุงรังยิ้มแก้เก้อ “สหายเต๋าใจร้อนจริง ๆเช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
คนทั้งหลายเดินไปยังค่ายกลเคลื่อนย้าย
ขณะที่ทั้งสามถ่ายทอดกระแสปราณหากัน
“ไอ้เวรนี่นิสัยน่ารำคาญนัก ยามลงมืออย่าฆ่าทันทีนะ ต้องทรมานจนอ้อนวอนขอความเมตตาเสียก่อน” วาทะของฟู่เถียนเปี่ยมเจตนาอันโหดเหี้ยม
“เจ้านี่คิดว่าตัวเองเป็นอะไร ยอดอัจฉริยะหรือ? ทำตัวอวดเบ่งเดี๋ยวถึงที่ต้องให้คุกเข่าอ้อนวอนเราเสียหน่อย”
พวกเขาทั้งสามต่างหงุดหงิดกับท่าทีเย็นชาของเจียงผิงอันมากแต่ยังมิอาจแสดงออกยามนี้
ทั้งคณะเหยียบขึ้นสู่ค่ายกลเคลื่อนย้าย ออกจากสำนักเซียนอวี่หวงไป
หลังเจียงผิงอันจากไปได้ไม่นาน ในตำหนักผู้อาวุโสแห่งหนึ่ง ชิวซื่อผิงก็ได้รับข่าว
“ผู้อาวุโส มีข่าวของเจียงผิงอันแล้วขอรับ เขากำลังมุ่งหน้าไปที่ภูเขาไฟเทียนหลงขอรับ”
แม้เจียงผิงอันจะเปลี่ยนลักษณ์ เขาก็มิอาจเปลี่ยนป้ายแสดงตนของเขาได้ ยามลงนามก็ยังทิ้งร่องรอยไว้
“ไปจัดการเสีย ซ่อนตัวเนียน ๆ หน่อย อย่าทิ้งร่องรอยล่ะ” ชิวซื่อผิงเอ่ยเสียงเรียบ
เพราะเจียงผิงอันผู้นี้ หลานชายเขา