นแฝดขึ้นได้ก็คุ้มค่า
โอสถวิญญาณสุญญะในตัวเขาถูกสูบฤทธิ์อย่างบ้าคลั่ง แต่มิอาจเสริมกฎเกณฑ์ให้เมล็ดพันธุ์เซียนทั้งสองได้
เจียงผิงอันจึงกลืนโอสถวิญญาณสุญญะไปอีกเม็ด
กล้าน้อยสองต้นงอกออกจากเมล็ดพันธุ์เซียนในกาย เอนไหวแผ่วเบา โอบล้อมด้วยกฎจำนงสัประยุทธ์และกฎทำลายล้าง
ขณะเดียวกัน เมฆาดำทะมึนก่อตัวเหนือฟ้า ประหนึ่งมหามารเขมือบสรวง กลืนกินแสงสว่างไป
เจียงผิงอันเงยหน้ามองฟ้า สีหน้าเคร่งเครียดนิ่งตึง
มาแล้ว
ช่วงเวลาอันตรายที่สุดมาถึงแล้ว
ขณะเดียวกัน เหมียวเสียเดินลงเขาพลางบ่นอุบ
“ข้าไม่เคยพบชายใดตัวเหม็นเท่าเขามาก่อนเลย หวังหยางบ้ากล้ามยังดีเสียกว่า…”
เปรี้ยง!
ขณะที่เหมียวเสียก่นด่าเจียงผิงอันอยู่นั้น อัสนีก็เลื่อนลั่นเหนือฟ้า ทำเอาเหมียวเสียสะดุ้งจนเนินอกกระเด้งกระดอน หันขวับกลับมาทันที
แล้วนางก็พบว่ายอดเขาทั้งยอดถูกปกคลุมด้วยเมฆดำ อัสนีสีชาดแล่นแปลบปลาบในม่านเมฆาครึ้มสีปีกกา สายลมกระพือพัดเร่งเร็ว ชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกร้อนรนในใจ
เหมียวเสียตะลึงค้าง
เกิดอะไรขึ้น? นี่มันเรื่องอะไรกัน? ใครเผชิญทัณฑ์ข้ามพิบัติอยู่บนเขา?
เจียงผิงอัน?
เป็นไปไม่ได้ ขอบเขตเขายังไม่ถึงเวลาผ่านพิบัติ
แต่เขาทั้งลูกก็มีเพียงเขา หากมิใช่เขาแล้วจะเป็นใคร?
“อัสนีสีแดง…”
เหมียวเสียผู้อ่านหนังสือมาสารพัดเล่มพลันนึกอะไรได้ ใบหน้างดงามของนางเปี่ยมความสะพรึงกลัว
อัสนีสีแดงมีน้อยชนิดในหล้า ขณะนี้เจียงผิงอันก็กำลังก่อรากเซียน อ