ขา…” โจวอี้พูดในสิ่งที่เขาได้ยินจากหมานตงอีกครั้ง จากนั้นจึงกล่าวว่า “ผมคิดว่าถ้าหมานตงเป็นคนนิสัยดี เราน่าจะช่วยเขาได้ แต่ผมต้องปรึกษาเรื่องนี้กับคุณพ่อคุณแม่ก่อน”
“ไฉ่ฉินทำไมโง่อย่างนี้นะ มีชีวิตอยู่ดี ๆ สบาย ๆ อยู่แล้ว แต่กลับไม่ยอมเลิกเล่นการพนันสักที หกเดือนที่ผ่านมาทะเลาะกันกี่ครั้งแล้ว…สุดท้ายก็เกิดหายนะครั้งใหญ่จนได้” ฉินฮุ่ยเฟินถึงกับโกรธขึ้นมา
“แม่ครับ เราควรช่วยพวกเขาไหม?” โจวอี้ถาม
“เอ่อ…” ฉินฮุ่ยเฟินลังเล เธอไม่สามารถตัดสินใจได้เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเงินหลายล้าน
ถังหว่านที่อยู่ในห้องครัวนี้ด้วยจึงพูดขึ้นว่า “รอจนกว่าพ่อจะกลับมา! ปรึกษากับเขาก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ”
“อืม!” โจวอี้พยักหน้า
หลังจากผ่านไปนานกว่า 20 นาที
เมื่อถังเจิ้นกลับมาจากการออกกำลังกายยามเช้า ฉินฮุ่ยเฟินจึงเล่าให้ถังเจิ้นฟัง แต่ก่อนที่จะได้คุยกันต่อ ทุกคนก็ได้ยินเสียงโครมครามที่ชั้นล่าง
“ลงไปดูกันเถอะ” ถังเจิ้นกล่าวด้วยสีหน้าหม่นหมอง
เมื่อถังเจิ้นลงมาชั้นล่างพร้อมกับภรรยาและโจวอี้
พวกเขาก็พบชายหัวโล้นในเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำพร้อมกับชายหนุ่มสี่คนซึ่งกำลังเตะประตูและสบถออกมาดังลั่น
ประตูถูกเปิดออกจากข้างใน หมานตงถือมีดทำครัวอยู่ในมือ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ
“โฮ่ คิดจะลองดีกับเรางั้นเหรอ? เอามีดทำครัวมาขู่เราแบบนี้ คิดดีแล้วรึไง?” ชายหัวโล้นมองอย่างเหยียดหยาม “คนเรามีหนี้ก็ควรใช้หนี้สิ เรามาทวงหนี้