ย ส่วนกองกำลังเหล่านั้นที่สามารถมีสิทธิ์ซื้อก็จะถือว่าขี้ผึ้งเทียนเหลียนเป็นสมบัติช่วยชีวิต มันเป็นไปไม่ได้ที่จู่ ๆ จะมอบของล้ำค่าขนาดนี้ให้กับคนทั่วไป เว้นแต่คุณคือคนของสำนักโอสถซะเอง…” หานโหรวไม่ได้พูดต่อ เพราะความหมายที่เธอต้องการจะสื่อนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
“ฉลาดมาก!” โจวอี้ยิ้มและถามต่อไปว่า “คุณมีแผนที่จะออกจากนิกายราตรีทมิฬไหม? มาเข้าร่วมกับเราไหมล่ะ?”
“ให้ฉันเข้าร่วมสำนักโอสถ?” หานโหรวแสดงสีหน้าทั้งสับสน แปลกประหลาด และตกตะลึง “คุณมีสิทธิ์ที่จะให้ฉันเข้าร่วมสำนักโอสถด้วย?”
“แน่นอน!” โจวอี้ยิ้ม
“ดูเหมือนว่าสถานะของคุณในสำนักโอสถจะพิเศษมาก ๆ เลยสินะ” หานโหรวจ้องมองโจวอี้อย่างลึกซึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหัวและพูดว่า “ผู้นำของนิกายราตรีทมิฬเคยช่วยชีวิตฉันเอาไว้ดังนั้นตราบใดที่เขายังไม่ตาย ฉันจะเป็นสมาชิกของนิกายราตรีทมิฬเท่านั้น ฉันขอโทษด้วย ฉันขอปฏิเสธ”
“นิกายฝ่ายอธรรมก็มีคนที่ยึดมั่นในความชอบธรรมซะด้วย” โจวอี้ยิ้ม “ไม่เป็นไร ถ้าคุณไม่ต้องการเข้าร่วมสำนักโอสถของเรา ผมก็จะไม่บังคับคุณ แต่ผมต้องการให้คุณทำบางอย่างให้”
“อะไร?”
“เป็นอาจารย์ให้ลูกสาวของผม สอนเธอในสิ่งที่คุณทำได้ดี แล้วผมจะมอบโอสถให้คุณ เพื่อที่คุณจะได้สามารถทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ได้ ว่ายังไงล่ะ?”
“คุณจริงจังใช่ไหมเนี่ย?” แววตาของหานโหรวเป็นประกาย
“ผมไม่เคยล้อเล่น”
หานโหรวคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตอบตกลงด้วยสีหน