งยืนรอการมาถึงของผู้หลอมโอสถตระกูลเมิ่งอย่างสงบ
ในระหว่างรอ เถ้าแก่ของศาลาสือสุ่ย อาวุโส 5 แห่งตระกูลเมิ่งก็ถามความเป็นมาของต้วนหลิงเทียนอย่างสุภาพ และต้วนหลิงเทียนก็กล่าวตอบออกไปอย่างที่เคยพูดในร้านโอสถตระกูลเฉียน
นิกายฟ้าจรัสแสง!
แต่เพราะเมิ่งหยวนไม่ได้ถามเซ้าซี้ เขาจึงไม่ได้พูดเรื่องเย่เป่ยหยวนออกมา
ยิ่งไปกว่านั้นถึงเขาจะเอ่ยชื่อเย่เป่ยหยวนออกมา ก็เกรงว่าเมิ่งหยวนจะไม่รู้จัก
“นิกายฟ้าจรัสแสง!?”
“ที่แท้เป็นถึงคนของนิกายฟ้าจรัสแสง!!”
…
หลังได้ยินต้วนหลิงเทียนเปิดเผยความเป็นมา คนในศาลาสือสุ่ยก็เริ่มฮือฮาขึ้นทันที และบางคนก็อดไม่ได้ที่จะสงสัย “เป็นถึงศิษย์ของนิกายฟ้าจรัสแสง ไฉนถึงขาดแคลนโอสถทะลวงเทพได้เล่า?”
“เท่าที่ข้าทราบมา นิกายฟ้าจรัสแสงก็เป็นถึงขุมกำลังระดับจักรพรรดิเทพมิใช่หรือไร ศิษย์คนใดที่ทะลวงถึงจักรพรรดิอมตะ 10 ทิศแล้วก็น่าจะรับโอสถทะลวงเทพได้ทันที…หรือนิกายฟ้าจรัสแสงตระหนี่?”
หลายคนยังอดไม่ได้ที่จะสงสัยในเรื่องนี้
“บางที…เจ้าหนุ่มนั่นมันออกมาฝึกฝนหาประสบการณ์นอกนิกายหรือไม่? และหังจากบรรลุถึงจักรพรรดิอมตะ 10 ทิศ ก็ยังไม่ได้กลับไปนิกาย?”
แม้ต้วนหลิงเทียนจะไม่ได้พูดอะไร ก็มีคนหาข้อแก้ตัวให้เขา และข้อแก้ตัวดังกล่าวก็ฟังขึ้นจริงๆ
ไม่นานนักผู้หลอมโอสถเทพของตระกูลเมิ่งก็มาถึง เป็นชายชราในชุดคลุมแดงเพลิง ใบหน้าอ่อนวัยคล้ายทารก พอเข้ามาถึงศาลาสือสุ่ย เมิ่งหยวนก็เร่งประสานมือคารว