“ไม่คิดเลยว่าสหายเก่าจะมากันพร้อมหน้าพร้อมตา…”
ถานจิน หรือชายหนุ่มที่ครอบครองทองเทพสุดลี้ลับ คลี่ยิ้มบางๆ “จะว่าไป พวกเราเหมือนจะพึ่งมารวมตัวกันครบ 5 คนเป็นครั้งแรกกระมัง?”
“ไม่ผิด”
หยางเหมิงพยักหน้า ตอนนี้มันไม่คิดจะแข่งกับเหอชุนลี่อีกต่อไป เพราะไม่มีเหตุผล หากพวกมันทั้งคู่ยังแย่งกันต่อ ก็รังแต่จะทำให้อีก 3 คนกลายเป็นชาวประมงได้ประโยชน์เท่านั้น
“พวกเจ้าทุกคน ก็คงไม่มีใครอยากพลาดอุปกรณ์เทพขั้นสูงสินะ”
ตอนนี้เอง เหอชุนลี่ เริ่มกล่าวออกมาอีกครั้ง ยังหันไปมองต้วนหลิงเทียนด้วยรอยยิ้มแสยะ “อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าก่อนที่พวกเราจะมาตัดสินกันว่าใครจะได้ของไป ก็สมควรฆ่าเจ้าของเก่าอย่างจ้าววังน้อยก่อนมิใช่รึ?”
“ถึงตอนนั้นกระบี่เล่มมนั้นก็จะได้ไร้นาย…”
“หาไม่แล้วหากพวกเรามัวมาสู้แย่งชิงกันก่อน ไม่พ้นต้องเกิดการนองงเลือดแน่แท้ สุดท้ายกระบี่นั่นก็ไม่แน่ว่าจะได้ครอบครองรึเปล่า”
ด้วยคำพูดประโยคนี้ของเหอชุนลี่ ทำให้ต้วนหลิงเทียนตกเป็นเป้าของทุกคนทันที
“ข้าเห็นด้วย”
หยางเหมิงเป็นคนแรกที่เห็นด้วย สายตาที่ใช้มองต้วนหลิงเทียนยังเริ่มเปลี่ยนเป็นเย็นชา
“ข้าก็เห็นด้วย”
ถานจินเองก็พยักหน้าเช่นกัน ชายหนุ่มคนนี้ใบหน้ามักเปื้อนยิ้มตลอด ทำให้ผู้คนรู้สึกว่ามันไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่สายตาที่เยียบเย็นนั่นของมัน ก็มากพอให้ผู้ที่มองสบตาด้วยใจสั่นแล้ว
“ข้าไม่ค้าน”
หานเซวียนก็ตอบรับ