แต่ในเมื่อเห็นแล้ว ไฉนยูไลผู้นี้ถึงได้กล้าออกมาอีกเล่า?
“จ้าววิหาร ต่อไปเพียงไปชมดูเรื่องราวดีๆข้างสนามเถอะ…”
ยูไลเอ่ยออกด้วยน้ำเสียงสงบ “หลังจากข้ายึดร่างต้วนหลิงเทียนได้แล้ว ขอเพียงจ้าววิหารเฟิงฮ่าวเต็มใจแต่งตั้งให้ข้าเป็นจ้าววิหารเฟิงฮ่าวคนต่อไป ข้าก็ยินดีจะแบ่งปันวิธีฝึกฝนและความรู้ของ 2 ใน 4 วิถีแห่งสวรรค์และโลกที่ต้วนหลิงเทียนมี อย่างไม่ตระหนี่…”
ยึดร่าง!?
ทันทีที่วาจาดังกล่าวดังออกจากปากยูไล เหล่าคนของวิหารเฟิงฮ่าวที่อยู่ที่นี่ไม่เว้นหวู่หงชิงก็อดตะลึงไม่ได้
ต่อให้จะเป็นการยึดร่างอย่างสมบูรณ์โดยใช้วิธีหลอมกลืนจิตวิญญาณ แต่ก็ไม่อาจเข้าถึงความเข้าใจในจตุรวิถีแห่งสวรรค์และโลกของผู้อื่นไม่ใช่หรือ? กระทั่งความเข้าใจในกฏยังไม่อาจได้รับด้วยซ้ำ…
เพราะการยึดร่าง ก็ไม่ใช่แค่การแย่งชิงร่างกายกับความทรงจำหรือไร? มันไปเกี่ยวอะไรกับความเข้าใจตอนไหน?
“ข้าต้องเรียกเจ้าว่ายูไล หรือคนของเผ่าภูตดีเล่า?”
ในขณะที่หวู่หงชิง กับฉีคงไห่และคนอื่นๆของวิหารเฟิงฮ่าวสาขาหลักกำลังงุนงง ต้วนหลิงเทียนก็มองจ้องยูไลพลางเอ่ยถามออกมาเสียงหนัก
“เผ่าภูต!?”
พอได้ยินสิ่งที่ต้วนหลิงเทียนพูด คนของวิหารเฟิงฮ่าวก็พากันมองยูไลด้วยสายตาหวั่นกลัว สีหน้ายังกลายเป็นจริงจังขึ้นมาทันที
เพราะในฐานะระดับสูงของวิหารเฟิงฮ่าวสาขาหลัก และดำรงอยู่มาเนิ่นนาน พวกมันย่อมล่วงรู้ดีว่า ‘เผ่าภูต’ หมายความว่าอะไร!