และหลังจากกลับมานั่งที่แล้ว ถังซานเป่าก็มองจ้องต้วนหลิงเทียนเขม็ง สองตายังเป็นประกายจ้าเอ่ยถามออกมาอย่างสนอกสนใจว่า “พี่น้องต้วน ข้าถามตรงๆเลยนะ ที่แท้ความเข้าใจในกฏมิติของพี่น้องต้วนเป็นเช่นไรบ้าง?”
“เจ้าถามเรื่องนี้ทำไมเล่า?”
ต้วนหลิงเทียนย้อนถาม
“แหะๆ…”
ถึงซานเป่าหัวเราะแห้งๆ “ก็หากพี่น้องต้วนท่านไม่ได้มีความเข้าใจในกฏมิติสูงนัก ต่อให้พี่น้องต้วนท่านเข้าใจ 2 ใน 4 วิถีสวรรค์และโลก ข้าก็จะสู้กับพี่น้องต้วนให้ได้สักครั้ง!”
“แต่ถ้าหากพี่น้องต้วนท่านยังมีความสำเร็จเลิศล้ำในการทำความเข้าใจกฏมิติอีก ข้าจะไปกล้าสู้กับท่านได้อย่างไร…สิ่งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าหาเรื่องเจ็บตัว ยังป้องกันไม่ให้ข้าต้องเสียชื่อด้วย”
“ข้าไม่อยากโดนตาแก่นั่นถล่มข้าซ้ำว่าแพ้พี่น้องต้วนท่าน…”
“ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเอาชนะพี่น้องต้วนท่านได้เพื่อไปเกทับตาแก่นั่น ข้าไหนเลยจะเปิดโอกาสให้ตาแก่เป็นฝ่ายถล่มซ้ำเติมข้าได้เล่า?”
ถังซานเปล่ากล่าวออกมาชัดถ้อยชัดคำ สีหน้าไม่มีความละอายใจหรือขวยเขินแม้แต่น้อย ราวกับเรื่องงราวมันต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว
ต้วนหลิงเทียนพอได้ฟังก็อดขำไม่ได้
ถังซานเป่าผู้นี้นับเป็น ‘ตัวของตัวเอง’ จริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่ไฉนจางเทียนโย่วถึงกล่าวบอกว่ามันไม่มีมาดยอดฝีมือสักนิด
เทียบกับหลิงเจวี๋ยอวิ๋นแล้ว เรียกว่าต่างกันคนละขั้ว
“ตอนที่เจ้าสู่กับข้า เดี๋ยวเจ้าก็ได้รู้เอง…”
ต้วนหลิงเทียนยิ้มตอบ