คู่ประลองของเพิ่งผ่านกุ้ย ก็คือจงกุ้ยอรี่
หลังจากที่เพิ่งผ่านกู้ยปรากฏตัวบนสังเวียนประลองได้สักพัก อีก 9 คนรวมถึงคู่ต่อสู้ของเพิ่งผ่านกุ้ยก็ปรากฏตัวบนสังเวียนเช่นกัน
“เจ้านั่นน่ะรึ จงงอุ้ยอ?”
หลายคนเริ่มหันไปสนใจจงกุ้ยอวบนสังเวียน จึงพบว่าอีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มในชุดคลุมธรรมดาไร้ลวดลาย ใบหน้าแลดูขาวซีด อย่างไรก็ตามดวงตาคู่นั้นของมันกลับทอประกายสดใสนัก
“จงกุ้ยอวีคนนี้เป็นใครกัน? ข้าไม่เคยได้ยินชื่อมันมาก่อนเลย…”
“จากข้อมูลของวิหารเฟิงฮ่าว ลงไว้ว่ามันมีพลังฝีมือระดับเทพสงคราม 2 ดาราขึ้นไป…”
“เมื่อมันกล้าลงประลองแบบนี้ ไม่ใช่ว่ามันต้องมั่นใจในพลังฝีมือตัวเองถึงระดับหนึ่งรีไร?”
“นั่นก็ไม่แน่นักหรอก…คนเราบางครั้งหากไม่รู้จักคู่ต่อสู้มาก่อน แม้หลายๆคนจะบอกว่าร้ายกาจ…มันก็ไม่จําเป็นต้องกลัว แถมสุดท้ายไม่ใช่ว่าแพ้แล้วก็ต้องตาย อย่างไรเสียพอเห็นท่าไม่ดีแค่ทําลายป้ายยหยกก็เอาตัวรอ
“ในความเห็นข้า มันก็แค่ลงไปสู้พอเป็นพิธีเท่านั้น เพราะยอมแพ้โดยไม่สู้กับสู้แล้วแพ้พ่ายเป็นสองเรื่องที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างแรกคือตัวขี้ขลาด อย่างหลังคือผู้กล้า!”
ท่ามกลางบทสนทนากันอย่างออกรสของอัจฉริยะบนอัฒจันทร์ เมิงกุ้ยฝาน กับจงกุ้ยอวีก็มองหน้าสบตากัน
เพิ่งผ่านกู้ยยกยิ้มบางๆ แฝงไว้ด้วยความดูแคลนประการหนึ่ง “เจ้าคิดว่าจะสามารถต้านทานรับมือข้าได้กี่ท่าเล่า?”
ได้ยินคําพูดทํานองเสียดสีดูหมิ่นของเมิ่งฝานกุ้ย สีหน้าของจ